thansettakij
ประชามติ คืออะไร ทำความเข้าใจเรื่องประชามติกับอาจารย์ ม.ธรรมศาสตร์

ประชามติ คืออะไร ทำความเข้าใจเรื่องประชามติกับอาจารย์ ม.ธรรมศาสตร์

01 ก.พ. 2569 | 07:37 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.พ. 2569 | 07:44 น.

ประชามติ คืออะไร ทำไมต้องลงประชามติพร้อมเลือกตั้ง ทำความเข้าใจเรื่องประชามติกับ ดร. ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

KEY

POINTS

  • ประชามติคือกระบวนการที่ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในประเด็นสำคัญโดยตรง ซึ่งครั้งนี้เป็นการลงมติว่าจะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  • การลงประชามติครั้งนี้จัดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ต้องมีการสอบถามความเห็นประชาชนก่อน
  • ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องมีการทำประชามติ 3 ครั้ง แต่ครั้งที่ 1 และ 2 สามารถรวบทำพร้อมกันได้
  • การลงประชามติครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังคงเป็นวาระสำคัญทางการเมืองและสังคมต่อไป

วันนี้ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า 69 สำหรับวันเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 - 17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งและออกเสียงประชามติที่ท่านมีชื่อ

 เลือกตั้ง 69 ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มาพร้อมกับการลงประชามติ ในการแสดงเจตจำนงว่า ประชาชนเห็นชอบที่จำมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ประชามติ คืออะไร

ประชามติ  คืออะไร สำคัญอย่างไร แล้วทำไมครั้งนี้ถึงต้องลงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง ไขข้อสงสัยกับ อาจารย์ ดร. ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จะมาขยายมุมมองถึงความสำคัญของการลงประชามติในครั้งนี้

 ถ้าให้กล่าวอย่างเข้าใจง่าย อาจารย์ ดร. ปุรวิชญ์ อธิบายว่า ประชามติ คือกระบวนการที่ให้อำนาจประชาชนตัดสินใจเรื่อง ๆ หนึ่ง ด้วยตัวของเราเอง ซึ่งการทำประชามติจะแสดงให้เห็นว่าเรื่องนั้น ประชาชนมีความเห็นอย่างไร อยากให้วาระดังกล่าวเป็นไปในทิศทางไหน ให้ดำเนินการต่อหรือยังคงอยู่ในวาระทางสังคมและการเมืองหรือไม่ ซึ่งในครั้งนี้คือการตัดสินใจว่าเราจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั่นเอง

ในปี พ.ศ. 2564 ได้มีการรวมเสียงกันไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า ต้องทำประชามติก่อนจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยในขณะนั้นบอกว่าต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ต้องมีการให้จัดทำประชามติอีกหนึ่งครั้ง เพื่อให้ประชาชนเห็นชอบ

อาจารย์ ดร. ปุรวิชญ์ ไล่ลำดับเหตุการณ์ให้เห็นภาพว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ระหว่างทางมีการยุบสภา มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งก็ยังมีข้อถกเถียงเรื่องประชามติที่ถกเถียงกันอยู่ว่า ต้องทำประชามติกี่ครั้ง เป็นการเมืองของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ

จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2568 มีการยื่นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏว่าเกิดองค์ประชุมล่ม แล้วในเดือนมีนาคมก็มีการรวมเสียงกันเข้าชื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า ต้องทำประชามติกี่ครั้ง

อาจารย์ ดร. ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ซึ่งในตอนนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในเดือนกันยายน ว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1 คือ ให้มีการออกเสียงประชามติ ว่าเห็นสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?

ครั้งที่ 2 คือ เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญตามกรอบเนื้อหา ของร่างแก้ไข หมวดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือ ไม่

และครั้งที่ 3 เมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นด้วย

ทั้งนี้มีสร้อยท้ายว่า ประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวบทำเป็นครั้งเดียวกันก็ได้

อาจารย์ ดร. ปุรวิชญ์ เล่าว่า ถ้าย้อนกลับไปตอนสมัยรัฐบาลคุณแพทองธาร พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ รัฐบาลคุณอนุทินขึ้นต่อ มี MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนในเรื่องของการผลักดันให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จังหวะเวลาตอนนั้นเป็นจังหวะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยมา มีการเสนอร่างแก้ไขเข้ารัฐสภา ผ่านวาระที่ 1 แล้ว นำไปสู่วาระที่ 2 คือการแปรญัตติ

 ประเด็นที่สำคัญคือมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ระหว่างสมาชิกวุฒิสภา กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  โดยทางสมาชิกวุฒิสภา ต้องการให้รักษาอำนาจในการให้ความเห็นชอบ หลักการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่สมาชิกวุฒิสภาต้องเห็นชอบ 1 ใน 3 เอาไว้ แต่ร่างแก้ไขของทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องการตัดอำนาจนี้ทิ้ง จนเป็นที่มาของความเห็นที่ไม่ลงรอย นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคือการยุบสภาของคุณอนุทิน ในวันที่ 12 ธันวาคม 68

“เป็นเหตุผลว่าตอนแรกที่มีการเสนอร่างแก้ไข เขาตั้งใจจะทำประชามติครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 พร้อมกันที่มี 2 คำถาม คำถามแรกคือ เห็นสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่? กับ เห็นชอบไหมที่จะให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามตัวแบบของร่างแก้ไข ปรากฏว่าพอมีการยุบสภา คำถามที่ 2 ไม่เกิดขึ้น ร่างนั้นเป็นอันตกไป”

หลังจากนั้นก็มีการผลักดัน ก่อนที่สภาจะยุบ ให้มีการเสนอคำถามประชามติไปยังคณะรัฐมนตรี และมีการเห็นชอบในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงเป็นที่มาว่าทำถึงให้มีการออกเสียงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ. 2569

ความสำคัญของการลงประชามติ

อาจารย์ ดร. ปุรวิชญ์ มองว่า การลงประชามติในครั้งนี้เป็นโอกาสที่ใกล้เคียงมากที่สุดในการที่จะผลักดัน เรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะหากนับย้อนไป 6-7 ปีที่ผ่านมา ความต้องการในการผลักดันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญมักจะถูกตีตกในรัฐสภาเป็นส่วนใหญ่

 “ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ยังคงเป็นวาระทางสังคมและการเมือง ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ เรื่องนี้ก็ยังอยู่ในวาระทางสังคมตามเจตจำนงของประชาชนต่อไป ถ้าพูดให้เห็นภาพ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 คือมรดกที่ยังหลงเหลือจากการรัฐประหารในปี พ.ศ.2557 ฉะนั้นครั้งนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ว่าต้องการแสดงเจตจำนงเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างไร ซึ่งผมต้องขีดเส้นใต้ว่ามันอาจจะยังไม่สำเร็จในเร็ววัน แต่อย่างน้อยที่สุดประเด็นนี้จะยังคงเป็นวาระที่จะยังคงอยู่ในสังคมไทยต่อไป”

 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอเชิญชวนทุกคนออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้ง มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของก้าวแรกในการกำหนดกติการ่วมกัน ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 นี้.

ที่มา: