
วิกฤต RSV ระบาด เด็กเล็กติดเชื้อพุ่ง 80% แพทย์แนะภูมิคุ้มกันสร้างได้
ไทยเผชิญวิกฤต RSV ยอดป่วยเด็กพุ่งสูงกว่า 80% แพทย์เตือนเสี่ยงปอดอักเสบจนต้องเข้า ICU ชี้นวัตกรรมใหม่ "ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป" ลดความเสี่ยงนอนโรงพยาบาลได้
KEY
POINTS
- ไวรัส RSV กลับมาระบาดหนักในช่วงฤดูฝน โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี
- อาการของ RSV ไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดา แต่อาจรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบ หายใจล้มเหลว และเพิ่มความเสี่ยงโรคหอบหืดในอนาคต
- แพทย์แนะแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันได้ 2 วิธี คือ การฉีดวัคซีนให้หญิงตั้งครรภ์ และการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปแก่ทารกแรกเกิดโดยตรง
วิกฤตการระบาดของไวรัส RSV กำลังกลับมาอีกครั้งในช่วงฤดูฝน พร้อมตัวเลขผู้ป่วยเด็กที่ยังน่าเป็นห่วง หลังประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อสะสมในปี 2568 สูงถึง 48,462 ราย และมีผู้เสียชีวิต 7 ราย โดยผู้ป่วยกว่า 80% เป็นเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี ขณะที่ข้อมูลสะสมปี 2569 (ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2569) พบผู้ป่วยแล้ว 1,885 ราย และยังคงเป็นเด็กวัย 0-4 ปี ที่มีสัดส่วนสูงสุดเฉียด 70% สะท้อนว่า RSV ยังคงเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน จัดงานเสวนาในหัวข้อ “เจาะลึกภัยเงียบหน้าฝน: ทำไม RSV จึงเป็นวิกฤตภาระโรคที่น่ากังวลในเด็ก และแนวทางป้องกัน” เพื่อเผยแพร่ความรู้ แนวทางรับมือ และนวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะช่วยสร้างเกราะคุ้มกัน ปกป้องลมหายใจของเด็กไทย
ศ.(คลินิก) พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และกรรมการ/ที่ปรึกษามูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน กล่าวว่า RSV ไม่ใช่เพียงไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นไวรัสที่โจมตีระบบทางเดินหายใจส่วนล่างของเด็กทารกและเด็กเล็กโดยตรง ช่วง 2-4 วันแรกอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป มีน้ำมูกใสและไอเล็กน้อย
แต่หลังจากนั้นอาการสามารถทรุดลงอย่างรวดเร็ว เด็กจะไอมากขึ้น มีเสมหะเหนียวข้น น้ำมูกจำนวนมาก และบางรายแม้ไม่มีไข้ก็อาจมีอาการหายใจลำบาก หากเชื้อลุกลามอาจเกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ ปอดอักเสบ และภาวะขาดออกซิเจน จนนำไปสู่อันตรายได้
ศ.(คลินิก) พญ.กุลกัญญา กล่าวว่า โดยทั่วไป RSV ในประเทศไทยจะระบาดสูงในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องถึงฤดูหนาว โดยเฉพาะระหว่างเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน สิ่งที่น่ากังวลคือจำนวนเด็กที่มีอาการรุนแรงจนต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล โดยในปี 2568 มีผู้ป่วยใน (IPD) สูงถึง 18,834 ราย หรือ 38.86% ของผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนปี 2569 แม้เพิ่งเริ่มฤดูกาลระบาด แต่มีผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาลแล้ว 647 ราย คิดเป็น 34.32% ของผู้ป่วยทั้งหมด
"เรื่องนี้ขอให้ผู้ปกครองเฝ้าระวังอาการหายใจหอบเหนื่อย หน้าอกดึงรั้งหรือชายโครงบุ๋มขณะหายใจ หายใจมีเสียงหวีด ได้ยินเสียงครืดคราด ซึมลง กินนมน้อยลง หรือมีริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้าเขียวคล้ำ และควรรีบพาเด็กพบแพทย์ทันที"
อาการของโรคเมื่อติดเชื้อ RSV
รศ.พญ.วนัทปรียา พงษ์สามารถ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ และหัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อเชื้อ RSV ลุกลาม จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และหากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจล้มเหลว หรือหยุดหายใจ เด็กจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) และใช้เครื่องช่วยหายใจ
นอกจากนี้ การติดเชื้อรุนแรงยังส่งผลกระทบระยะยาว โดยเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะทางเดินหายใจไวเรื้อรังหรือหลอดลมไว ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงหวีดซ้ำ ๆ เมื่อเป็นหวัด และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืดในอนาคต
ด้าน ศ.นพ.สุรสิทธิ์ ชัยทองวงศ์วัฒนา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา และหัวหน้าสาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง การดูแลให้เด็กทุกคนเกิดมาอย่างมีคุณภาพและมีสุขภาพแข็งแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญ
โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และทารกแรกเกิด ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการวางรากฐานสุขภาพระยะยาว ซึ่งโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากไวรัส RSV เป็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับทารกในช่วงเดือนแรกหลังคลอด เนื่องจากทารกยังมีภูมิคุ้มกันไม่สมบูรณ์และอาจมีอาการรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ดังนั้น การป้องกันโรคตั้งแต่ก่อนทารกคลอดจึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้เด็กแรกเกิดมีสุขภาพแข็งแรง
ฉีดวัคซีนป้องกันโรค RSV
อีกหนึ่งในแนวทางสำคัญคือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรค RSV ให้แก่หญิงตั้งครรภ์ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายของมารดาสร้างภูมิคุ้มกันและถ่ายทอดแอนติบอดีผ่านทางรกไปยังทารก โดยราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์รับวัคซีนป้องกัน RSV ในช่วงอายุครรภ์ 24-36 สัปดาห์ เพื่อให้มีระยะเวลาเพียงพอในการสร้างและส่งผ่านภูมิคุ้มกันไปยังทารกก่อนคลอด
สำหรับแนวทางที่ 2 คือ การปกป้องทารกโดยตรงทันทีด้วย “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” สำหรับเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก โดยไม่ต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิเอง สามารถฉีดได้ตั้งแต่แรกเกิด เพื่อให้ระดับภูมิคุ้มกันครอบคลุมตลอดฤดูกาลระบาด ออกฤทธิ์ป้องกันได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ครอบคลุมช่วงวัยที่เปราะบาง







