thansettakij
thansettakij
รู้จัก โรคอีโบลา เช็กอาการ-ประวัติการระบาดหลัง WHO ประกาศภาวะฉุกเฉิน

รู้จัก โรคอีโบลา เช็กอาการ-ประวัติการระบาดหลัง WHO ประกาศภาวะฉุกเฉิน

ทำความรู้จัก โรคอีโบลา คือ อะไร พร้อมทบทวนลักษณะอาการ-การติดต่อ-วิธีป้องกันตนเองสำหรับนักท่องเที่ยว หลัง WHO ยกระดับเตือนภัยเป็น ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ล่าสุด

KEY

POINTS

  • องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรคอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียวในดีอาร์คองโกและยูกันดาเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ
  • โรคอีโบลาเป็นโรคติดเชื้อไวรัสเฉียบพลันรุนแรง สามารถติดต่อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยตรง เช่น เลือด เหงื่อ หรืออาเจียน
  • อาการเริ่มแรก คือ มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย จากนั้นจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และอาจมีเลือดออกภายใน ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูง
  • ปัจจุบันยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนที่จำเพาะต่อเชื้อสายพันธุ์ที่กำลังระบาด การรักษาจึงเป็นการดูแลตามอาการ และเน้นการป้องกันโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย

จากสถานการณ์การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ที่ล่าสุด องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศยกระดับการแพร่ระบาดของโรคของไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว ในดีอาร์คองโกและยูกันดา เป็น ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) อย่างเป็นทางการแล้ว

ฐานเศรษฐกิจ ขอพาไปทบทวนและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ "โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา" กันให้มากยิ่งขึ้น 

โรคอีโบลา (Ebola Virus Disease) 

เกิดจากเชื้อ Ebola virus ซึ่งเป็น RNA virus อยู่ใน Genus Ebolavirus วงศ์ (Family) Filoviridae เช่นเดียวกับ Marburg virus เชื้อไวรัสมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 นาโนเมตร (0.00008 มิลลิเมตร)ยาว 970 นาโนเมตรเชื้อไวรัสอาจขดเป็นวงหรือ แตกแขนงหรือพับตัว และมีความยาวได้ถึง 10 ไมครอน (0.01 มิลลิเมตร) แบ่งได้เป็น 5 ชนิด มี 4 ชนิดที่ทำให้เกิดโรคในคน ได้แก่

  • Zaire ebolavirus
  • Sudan ebolavirus
  • Tai Forest ebolavirus
  • Bundibugyo ebolavirus

ส่วนชนิด เรสตอน (Reston ebolavirus) ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก ชนิดรุนแรงถึงตายในสัตว์กลุ่มไพรเมทที่ไม่ใช่มนุษย์ (nonhuman primates) ได้แก่ ลิง ที่มีต้นกำเนิดจากประเทศฟิลิปปินส์ ในทวีปเอเชีย เชื้อชนิดนี้อาจติดคนได้แต่ไม่ทำให้เกิดอาการ

ที่มาของชื่อ อีโบลา

โรคนี้ค้นพบครั้งแรกในปีค.ศ. 1976 ใกล้กับแม่น้ำอีโบลาในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) จึงนำเอาชื่อนี้มาตั้งเป็นชื่อเชื้อและชื่อโรค สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรคของอีโบลา คือ ลิง (Monkeys) กอริลล่า ชิมแปนซี ดูอิเกอร์ป่าหรือตัวแอนทีโลปขนาดเล็ก (Duikers) และเม่นที่ตายหรือถูกฆ่าตายในป่าดงดิบและค้างคาวกินผลไม้ ในแอฟริกาตอนกลางมีค้างคาว 3 ชนิดที่พบว่า นำโรค ( Hypsignathus monstrosus, Epomops frangueti, Myonycteris torquata)

โรคนี้จะสามารถแพร่กระจายจากผู้ที่ติดเชื้อไปสู่คนปกติ เมื่อผู้ที่ติดเชื้อมีอาการของโรคแล้วเท่านั้น การติดเชื้อเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด น้ำเหลือง และเนื้อเยื่อจากสัตว์ที่ติดเชื้อ นอกจากนี้ยังสามารถติดจากคนสู่คนผ่านทางการสัมผัสที่บริเวณใบหน้า จมูก ปาก ผ่านทางน้ำลาย เหงื่อ ปัสสาวะ อุจจาระ อาเจียน การใช้สิ่งของร่วมกัน เพศสัมพันธ์ และจากแม่สู่ลูก

มีหลักฐานว่า ในผู้ชายที่หายจากการติดเชื้อแล้วยังสามารถแพร่เชื้อไปสู่คนปกติผ่านทางน้ำหล่อเลี้ยงอสุจิได้ (semen) นานถึง 7 สัปดาห์หลังจากหายป่วย การศึกษาในผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากห้องปฏิบัติการ สามารถตรวจพบเชื้ออีโบลาในน้ำอสุจิได้ ในวันที่ 61 หลังเริ่มป่วยแต่ไม่พบในวันที่ 76 หลังเริ่มป่วยแต่สำหรับผู้หญิง ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนที่เพียงพอ เช่นเดียวกับการแพร่เชื้อทางอากาศ

ความเสี่ยงสูงสุด คือ การสัมผัสกับผู้ป่วยโดยไม่สวมเครื่องป้องกันร่างกายในช่วงป่วยระยะสุดท้าย เมื่อผู้ป่วยกำลังอาเจียน ถ่ายเหลว หรือเลือดออกและระหว่างการเผา การติดเชื้อในโรงพยาบาลพบได้บ่อย ผู้ป่วยอีโบลาที่ติดเชื้อจากเข็มและกระบอกฉีดยาที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง

ลักษณะ-อาการของโรค

โรคอีโบลาเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันที่มีอาการรุนแรง ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อ จนกระทั่งแสดงอาการของโรค (Incubation period) โดยเฉลี่ยประมาณ 8-10 วัน (อยู่ในช่วง 2-21 วัน)

อาการของโรคอีโบลา เริ่มจากอาการของ dry symptoms ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย หมดแรง หลังจากนั้นจะตามมาด้วยอาการ wet symptoms ได้แก่ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว อาการอื่นๆ เช่น ตาแดง ผื่นนูนแดงขึ้นตามลำตัว (maculopapular rash) และอาการสะอึก (เป็นอาการในช่วงท้ายของโรค)

นอกจากนี้อาจจะมีเลือดออกภายในอวัยวะต่าง ๆ อาการเลือดออกง่ายร่วมกับภาวะตับถูกทำลาย ไตวาย ความดันโลหิตต่ำ อาการทางระบบประสาทส่วนกลาง และช็อกด้วยอวัยวะหลายอย่างเสื่อมหน้าที่ เกิดภาวะล้มเหลวของอวัยวะหลายๆระบบพร้อมกัน (multisystem organ failure) อัตราการเสียชีวิตในระยะนี้จะสูงมาก 50% (อยู่ในช่วง 25-90%) ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด

แนวทางการรักษาโรคอีโบลา

ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้สำหรับรักษาโรคอีโบลาอย่างจำเพาะ มียาหลายตัวที่ยังอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัย การรักษาเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น หากมีไข้ ให้เช็ดตัวลดไข้ และสามารถทานยาลดไข้ได้หากมีไข้สูง ในช่วงแรก ควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดและลดการอักเสบที่ออกฤทธิ์ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร (กลุ่ม NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ไดโคลฟีแนค (Diclofenac) เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกได้ง่าย 

ประเทศไทยแม้ไม่มีห้องปฏิบัติการนิรภัยระดับ 4  แต่สามารถส่งตรวจหาพันธุกรรม (PCR) ซึ่งจำเพาะต่อโรคได้ที่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เนื่องจากโรคนี้ในประเทศไทยจัดเป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัยสงสัยโรคดังกล่าว ต้องแจ้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อภายใน 3 ชั่วโมง โดยแจ้งไปยังกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

กลุ่มนักท่องเที่ยวเสี่ยง/ประเทศที่มีโอกาสพบเจอโรค

โรคอีโบลาพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2519 ในจังหวัดภาคตะวันตกของซูดานและในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ซาอีร์) ซึ่งอยู่ห่างออกไป 800 ไมล์ พบผู้ป่วยกว่า 600 รายที่โรงพยาบาลในชนบทและในหมู่บ้าน อัตราป่วยตายประมาณร้อยละ 55 และ 90 ตามลำดับ 

ปี พ.ศ.2522 มีการระบาดอีกครั้งในพื้นที่เดิมของซูดาน ปี พ.ศ. 2537พบเชื้อชนิดใหม่จากคนที่แล่เนื้อลิงชิมแปนซีในโกตดิวัวร์ ปี พ.ศ. 2538 มีการระบาดใหญ่ และมีศูนย์กลางที่ เมืองคิกวิท สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก มีผู้ป่วย 315 ราย เสียชีวิต 244 ราย

ระหว่างปี พ.ศ. 2537 และ ปี พ.ศ.2539 ไตรมาสที่ 3 มีรายงานการระบาดถึง 3 ครั้งในประเทศกาบอง มีผู้ป่วย 150 ราย เสียชีวิต 98 ราย และเดือนมกราคมปี พ.ศ. 2544 มีการระบาดในอูกันดาตอนเหนือ มีผู้ป่วย 425 ราย เสียชีวิต 224 ราย ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2544 ถึงเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2546 มีรายงานการระบาดหลายครั้งในประเทศกาบองและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก มีผู้ป่วย 278 ราย เสียชีวิต 235 ราย

ปลายปี พ.ศ.2546 มีการควบคุมการระบาดที่รวดเร็วในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งมีอัตราป่วยตายสูงและเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับการสัมผัสสัตว์กลุ่มกับไพรเมทที่ไม่ใช่มนุษย์

ปี พ.ศ.2547 สหพันธรัฐรัสเซียและสหรัฐอเมริกา รายงานว่า มีการติดเชื้อในห้องปฏิบัติการ 2 ราย เสียชีวิต 1 ราย

ปี พ.ศ. 2547 มีการระบาด 2 ครั้งในซูดาน

  • ครั้งแรกระหว่างปลายเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม มีการระบาดในเมือง Yambio ทางตอนใต้ของซูดาน มีผู้ป่วยจำนวน 17 ราย เสียชีวิต 7 ราย
  • ครั้งที่สอง มีผู้ป่วย 20 ราย เสียชีวิต 5 ราย

ปี พ.ศ. 2550  เดือนกันยายนถึงตุลาคม มีการระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เกิดในจังหวัดคาไซ (Kasai) ทางตะวันตก มีผู้ป่วยยืนยันโรคอีโบลา จำนวน 25 รายจากผู้ป่วยสงสัยโรคอีโบลา จำนวน 76 ราย  

เกิดการระบาดทางฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกาในช่วงปีพ.ศ. 2557-2559 ซึ่งเป็นการระบาดที่ใหญ่และรุนแรงที่สุดตั้งแต่การมีการรายงานโรคอีโบลาครั้งแรก โดยเริ่มจากประเทศกินี ลุกลามไปที่ประเทศเซียร์ราลีโอน และไลบีเรีย พบผู้ป่วยยืนยัน ผู้ป่วยที่คาดว่าจะเป็นและผู้ป่วยสงสัย รวมทั้งสิ้น 3,707 ราย เสียชีวิต 1,848 ราย  

นอกจากนี้ยังเกิดการระบาดในหลายประเทศของทวีปแอฟริกาอีกหลายครั้ง เช่น กาบอน มาลี อูกานดา โกตดิวัวร์ ไนจีเรีย เป็นต้น พบในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) โดยเกิดการระบาดตั้งแต่ปีพ.ศ. 2561-2563 ในเขต North Kivu เป็นหลัก รวมไปถึงเขตอื่น ๆ เช่น South Kivu และ Ituri นอกจากนี้ประกาศเมื่อ 1 มิถุนายน ปีค.ศ. 2563 พบการระบาดในเขตของ Equateur ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

สถานการณ์ล่าสุด (16 พ.ค.2569)  

สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC): ในจังหวัดอิตูรี (Ituri) พบผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการแล้ว 8 ราย ผู้ป่วยสงสัย 246 รายและมีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าเกิดจากเชื้อนี้แล้วถึง 80 ราย ครอบคลุม 3 เขตสาธารณสุข นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยยืนยันแล้ว 1 รายใน กรุงคินชาซา (Kinshasa) เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งมีประวัติเดินทางกลับมาจากจังหวัดอิตูรี

ประเทศยูกันดา: พบผู้ป่วยยืนยันผลแล็บแล้ว 2 ราย (เสียชีวิตแล้ว 1 ราย) ภายในเวลาห่างกันไม่ถึง 24 ชั่วโมง (15-16 พฤษภาคม) กลาง กรุงกัมปาลา (Kampala) เมืองหลวงของยูกันดา โดยทั้งคู่เป็นผู้เดินทางมาจากดีอาร์คองโก และขณะนี้ถูกส่งตัวเข้ารักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)

ทั้งนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า พบแพทย์และพยาบาลเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 รายในพื้นที่ระบาดซึ่งอาจเกิดจากช่องว่างในการควบคุมโรคและการติดเชื้อภายในสถานพยาบาล 

วิธีการดูแลป้องกันตนเอง

เนื่องจากโอกาสในการติดโรคในนักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย ดังนั้น แนะนำให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ที่ป่วยหรือเสียชีวิต เช่น ลิง เม่น ค้างคาวผลไม้ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต ควรล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนและหลังการรับประทานอาหาร และหลังจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ปรุงไม่สุกหรือสุก ๆ ดิบ ๆ ผลไม้ควรเลือกที่ต้องปอกเปลือกก่อนทาน และล้างให้สะอาดก่อนทุกครั้ง รวมถึงหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลแปลกหน้า 

ปัจจุบันยังไม่มียาป้องกันแต่มีวัคซีนป้องกันโรคอีโบลา ที่มีชื่อว่า rVSV-ZEBOV ซึ่งพบว่า มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคค่อนข้างดี ใช้ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคเท่านั้น เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) ในช่วงปีพ.ศ. 2561-2562 แต่ยังไม่มีจำหน่ายโดยทั่วไป

ขณะที่ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569  ระบุว่า ปัจจุบันวัคซีนและยารักษาโรคอีโบลาที่มีอยู่ในคลังสำรองระดับโลกนั้น ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยับยั้งสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire strain) เป็นหลัก ส่งผลให้การระบาดในปัจจุบัน "ไม่มีวัคซีนหรือการรักษาจำเพาะที่ได้รับการรับรอง" เจ้าหน้าที่จึงต้องควบคุมโรคผ่านมาตรการกักกันและการรักษาประคับประคองอาการเท่านั้น

ข้อมูล: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข