
เปิดสาระสำคัญ ร่างกฎหมาย สธ. แยกจาก ก.พ. เปิดรับฟังความเห็น 15 พ.ค.นี้
สาธารณสุข เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างบุคลากรครั้งใหญ่ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข พ.ศ. .... มุ่งเป้าบริหารจัดการตนเองอย่างอิสระสอดรับภารกิจวิชาชีพเฉพาะทาง หวังแก้ปัญหาขาดแคลนกำลังคน ลดความเหลื่อมล้ำ 15 พ.ค.นี้
KEY
POINTS
- กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมผลักดันร่างกฎหมายเพื่อแยกการบริหารงานบุคคลออกจากสำนักงาน ก.พ. หวังแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและภาระงาน
- สาระสำคัญของร่างกฎหมายคือการจัดตั้ง "คณะกรรมการข้าราชการสาธารณสุข (ก.สธ.)" เพื่อกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ค่าตอบแทน และความก้าวหน้าของบุคลากรทุกสายงานโดยเฉพาะ
- สธ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าวจากบุคลากรและประชาชนทั่วไป ผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
จากประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในแวดวงสาธารณสุขของไทยโดยเฉพาะปัญหาเรื่องของการขาดแคลนบุคลากรเป็นปัญหาที่สะสมมาเนิ่นนาน ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะบรรเทาปัญหาดังกล่าวจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและหลากหลายมิติ ทั้งในส่วนของภาคการศึกษาที่เพิ่มจำนวนและสาขาที่มีความต้องการและขาดแคลนเพิ่มมากขึ้นโดยเน้นการผลิตแพทย์ พยาบาลที่มีคุณภาพควบคู่กันแต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ภายในเร็ววัน
อีกด้านหนึ่งกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การนำของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ซึ่งได้แถลงนโยบายกระทรวงไว้เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมาจะขับเคลื่อนผ่าน 7 เสาหลักสำคัญซึ่งนอกจากการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาเพื่อแบ่งเบาและลดภาระงานของแพทย์พยาบาลได้บางส่วนแล้ว
การสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนทำงานผ่านการขับเคลื่อน ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข พ.ศ. .... หรือ ร่างกฎหมายแยกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญเพื่อแก้ปัญหาเรื่องกำลังคน ภาระงาน การกระจายบุคลากร ความก้าวหน้า แก้ปัญหาสมองไหลโดยให้อำนาจกระทรวงสามารถบริหารจัดการตัวเองได้
อย่างไรก็ดี สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้วเป็นเวลา 15 วัน คือ ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม -1 สิงหาคม 2567 สมัยที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็น รมว.สาธารณสุข พบว่า ส่วนใหญ่ "เห็นด้วย" กับประเด็นคำถามที่ระบุในร่างกฎหมายฉบับนี้ เช่น จะใช้บังคับกับข้าราชการสาธารณสุข ทั้งสายงานวิชาชีพ และสายงานสนับสนุน มีจำนวน 83,742 ราย คิดเป็น 92.69 % ระบุว่า เห็นด้วยกับเรื่องนี้
ขณะที่มี 6,606 คน คิดเป็น 7.31 % ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เนื่องจากมองว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่า สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้จะเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างสายงานมากขึ้น
ในประเด็นที่ 2 ถามว่า ควรมีพระราชบัญญัติแยกกระทรวงสาธารณสุขออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ผลปรากฎว่า เห็นด้วย 82,224 ราย คิดเป็น 91.01 % ไม่เห็นด้วย 8,124 ราย คิดเป็น 8.99% เนื่องจากจะทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายมากขึ้น งบประมาณอาจไม่เพียงพอ หากเพิ่มคนเพิ่มค่าตอบแทนแบบคนข้างในมองภาพกันเอง และงบประมาณจะไปลงหนักบางสายวิชาชีพ
ประเด็นที่ 3 ถามว่า ให้มีคณะกรรมการข้าราชการสาธารณสุข (กสธ.) ในการกำหนดระเบียบกฎเกณฑ์ภายในกระทรวงสาธารณสุข ที่ประกอบด้วย รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน, ปลัดสธ. เป็นรองประธาน และกรรมการอื่นๆ มีอธิบดีกรม หรือตำแหน่งเทียบเท่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 3 คน คณะกรรมการสายงานวิชาชีพจากการคัดเลือกกันเอง 6 คน และคณะกรรมการสายงานสนับสนุนจากการคัดเลือกกันเอง 6 คน ผลสรุปว่า มีผู้ที่เห็นด้วย 83,008 ราย คิดเป็น 91.88% ไม่เห็นด้วย 5,994 ราย คิดเป็น 8.12%
สาระสำคัญของการแยกการบริหารเพื่อความคล่องตัวโดยหัวใจหลักของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ การโอนย้ายอำนาจการบริหารงานบุคคลของกระทรวงสาธารณสุข ออกจากการดูแลของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) โดยมีรายละเอียดสำคัญ ประกอบด้วย การจัดตั้งคณะกรรมการข้าราชการสาธารณสุข (ก.สธ.) ซึ่งจะทำหน้าที่วางนโยบายและกำหนดหลักเกณฑ์บริหารบุคคลให้สอดคล้องกับงานเฉพาะทาง
มีสำนักงาน ก.สธ. รองรับการดำเนินงาน โดยมีเลขาธิการ ก.สธ.เป็นหัวหน้าหน่วยงาน มุ่งเน้นความเป็นเอกภาพในการบริหารงานท่ามกลางความหลากหลายของวิชาชีพ โดยกฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมทั้งสายงานวิชาชีพ และสายงานสนับสนุน รวมถึงการปฏิรูปสวัสดิการและค่าตอบแทนให้สะท้อนภาระงานจริง กำหนดหลักเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งที่เหมาะสมกับบริบทงานสาธารณสุขเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
5 ประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายแยก สธ.ออกจาก ก.พ.
สำหรับการรับฟังความเห็นครั้งที่ 2 นี้เปิดรับฟังความเห็นของกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายฉบับนี้ ครอบคลุมทั้งข้าราชการและบุคลากรสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประชาชนทั่วไป และหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยจะเปิดให้แสดงความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย หรือ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 โดยประเด็นการสอบถามประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญเน้นความเห็นพ้องต่อการแยกตัวจาก ก.พ., โครงสร้าง คณะกรรมการข้าราชการสาธารณสุข (ก.สธ.) และระบบค่าตอบแทนใหม่ ดังนี้
1.ให้มีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการสาธารณสุข เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการสาธารณสุขให้เกิดความคล่องตัว สอดคล้องกับลักษณะวิชาชีพ และสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการสาธารณะประชาชน
2. กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการสาธารณสุข จะใช้บังคับกับข้าราชการสาธารณสุขทั้งสายงานวิชาชีพ และสายงานสนับสนุน
3. กำหนดให้มี คณะกรรมการข้าราชการสาธารณสุข (ก.สธ.) เพื่อทำหน้าที่วางนโยบาย และกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลให้สอดคล้องกับลักษณะงานเฉพาะด้านสาธารณสุขที่มีความหลากหลาย และต้องการความคล่องตัวสูง และให้มีสำนักงาน ก.สธ. เพื่อรองรับดำเนินงานของ ก.สธ. โดยมีเลขาธิการ ก.สธ. เป็นหัวหน้าหน่วยงาน
4. กำหนดสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และหลักเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งที่เหมาะสมกับบริบทการปฏิบัติงานของ สธ.เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร ความก้าวหน้า ความเหลื่อมล้ำของวิชาชีพ ระบบค่าตอบแทน และสวัสดิการให้แก่บุคลากรทั้งสายงานวิชาชีพ และสายงานสนับสนุน
5. กำหนดให้มีหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรมเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ การร้องทุกข์ และการพิจารณาวินิจฉัยร้องทุกข์
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้มิใช่เพียงการปรับเปลี่ยนระเบียบภายในแต่เป็นการวางรากฐานที่จะช่วยให้กระทรวงสาธารณสุขมีอิสระในการบริหารจัดการกำลังคนให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับภารกิจด้านสุขภาพที่ซับซ้อนในปัจจุบัน







