
เตือน 'ไวรัสตับอักเสบเอ' พุ่ง 2 เท่ารับหน้าร้อน เช็กอาการเสี่ยง วิธีป้องกันตัวเอง
เฝ้าระวัง 'ไวรัสตับอักเสบเอ' หลังพบผู้ป่วยปี 69 พุ่งสูงกว่าปีก่อน 2 เท่า กระจุกตัวในพื้นที่ กทม. ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ผู้ป่วยมักมีอาการเบื่ออาหาร ไข้ต่ำ ก่อนปัสสาวะสีเข้มและตัวเหลือง
KEY
POINTS
- สถานการณ์ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเอเพิ่มสูงขึ้น 2 เท่าจากปีก่อน โดยพบการระบาดหนาแน่นในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก
- อาการเริ่มต้นที่ควรสังเกตคือ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ แน่นท้อง ตามด้วยอาการตัวเหลืองตาเหลือง
- โรคติดต่อผ่านการรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงไม่สุกหรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด
- วิธีป้องกันคือยึดหลักสุขอนามัย รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาด และล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
จากกรณีที่ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขได้เฝ้าระวังสถานการณ์ "โรคตับอักเสบเอ" อย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรค พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 2 เท่า โดยกระจุกตัวในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก อาทิ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงของการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในช่วงฤดูร้อน
จากข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้อธิบายเกี่ยวกับ โรคไวรัสตับอักเสบเอ โดยสรุปรายละเอียดของ อาการพร้อมคำแนะนำและวิธีป้องกันโรคนี้ด้วยตัวเองซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ
ลักษณะโรค
ผู้ใหญ่ : อาการเริ่มต้นส่วนมากจะมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ แน่นท้อง ตามด้วยตัวเหลือง ตาเหลือง ภายใน 2-3 วัน ซึ่งแตกต่างกันตั้งแต่มีอาการเพียงเล็กน้อยและหายไปใน 1-2 สัปดาห์ จนถึงในรายที่มีอาการรุนแรงและใช้เวลารักษานานหลายเดือนซึ่งก็พบได้เล็กน้อย
ระยะพักฟื้นส่วนใหญ่มักใช้เวลาค่อนข้างนาน โดยทั่ว ๆ ไป ความรุนแรงมักจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่ก็มักจะหายอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีโรคแทรกซ้อนเหลืออยู่ และจะไม่มีอาการกลับเป็นใหม่
เด็ก : การติดเชื้อนี้มักจะไม่ปรากฏอาการ มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากมีอาการเล็กน้อย โดยไม่มีอาการเหลืองแต่สามารถวินิจฉัยได้โดยการทดสอบการทำงานของตับ อัตราป่วยตายร้อยละ 0.1 -0.3 ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี พบอัตราป่วยตายร้อยละ 1.8
วิธีติดต่อ
จากคนสู่คนโดยเชื้อเข้าสู่ปาก เชื้อจะอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วยซึ่งพบระดับสูงสุดในสัปดาห์แรกหรือสองสัปดาห์ก่อนเริ่มแสดงอาการและลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากตับเริ่มแสดงการทำงานลดลงหรือเริ่มแสดงอาการ พร้อมกับพบภูมิคุ้มกันในกระแสโลหิต
การระบาดของโรคนี้มักจะเกิดจากแหล่งโรคร่วมโดยสัมพันธ์กับการปนเปื้อนเชื้อในน้ำและอาหารที่ปนเปื้อนจากผู้เตรียมอาหารที่เป็นพาหะของโรค รวมทั้งรับประทานอาหารที่ไม่ได้ทำให้สุกหรือมีการจับต้องอาหารภายหลังปรุงสุก รวมทั้งนม สลัด หอยปรุงไม่สุก ที่เก็บจากน้ำบริเวณที่ปนเปื้อนเชื้อ เคยมีรายงานการติดต่อของโรคนี้โดยการได้รับเลือดจากผู้ให้เลือดที่กำลังอยู่ในระยะฟักตัวของโรคแต่พบไม่บ่อย
ระยะฟักตัว
15-50 วัน โดยเฉลี่ยประมาณ 28-30 วัน
ระยะติดต่อ
จากการศึกษาการติดต่อในคน และหลักฐานทางระบาดวิทยาชี้ชัดว่า ระยะเวลาที่จะเกิดการติดเชื้อได้สูงสุดอยู่ในช่วงครึ่งหลังของระยะฟักตัว จนถึงประมาณ 2-3 วัน หลังจากเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (หรือในช่วงของจุดสูงสุดของ aminotransferase enzyme ในผู้ป่วยที่ไม่มีตัวเหลือง ตาเหลือง) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหมดระยะติดต่อของโรคหลังจากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองไปแล้ว 1 สัปดาห์
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยมักมีอาการไม่สบายเล็กน้อยนำมาก่อน 1 อาทิตย์ เช่น เบื่ออาหาร ไข้ ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน ต่อมามีปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลือง ตาเหลือง จุกแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา มีผื่นที่ผิวหนัง และไม่มีประวัติได้รับยา หรือสารพิษที่เป็นสาเหตุของตับอักเสบเฉียบพลัน อาการต่างๆจะทุเลาและหายไป 3-4 สัปดาห์
ในเด็กเล็กมีอาการเล็กน้อย บางรายมีอาการเพียงไม่กี่วันแต่ถ้าเป็นในเด็กโต หรือ ผู้ใหญ่จะมีอาการเป็นสัปดาห์ โดยเฉลี่ยประมาณ 3 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค เมื่อผู้ป่วยหายจากโรคจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต อาการแทรกซ้อนของโรคที่พบได้แก่ ตับวายเฉียบพลัน ตัวเหลืองยาวนานจากการคั่งน้ำดีในตับ
ทั้งนี้ นางสาวลลิดา รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานสาธารณสุขเร่งค้นหาเชิงรุก เฝ้าระวังการเกิดคลัสเตอร์ และตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำอย่างเข้มงวด เพื่อควบคุมสถานการณ์ตั้งแต่ระยะแรก และป้องกันการแพร่กระจายในวงกว้าง ในส่วนของประชาชน ขอให้ยึดหลัก "ป้องกันไว้ก่อน" โดย
- รับประทานอาหารปรุงสุก
- ดื่มน้ำสะอาด
- หลีกเลี่ยงน้ำแข็งหรืออาหารที่ไม่มั่นใจ
- ล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
ตับอักเสบเอ เป็นโรคที่ป้องกันได้ หากลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในช่วงฤดูร้อนเพื่อร่วมกันลดการแพร่ระบาดและปกป้องสุขภาพของตนเองและครอบครัว นางสาวลลิดา กล่าว







