
โรคเมลิออยด์ คืออะไร อาการแบบไหนเสี่ยง หลังพบแนวโน้มระบาดหลายพื้นที่
โรคไข้ดิน หรือ โรคเมลิออยด์ ภัยร้ายจากแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในดินและน้ำ เปิดไทม์ไลน์หลังติดเชื้อ 1-21 วัน อาการแบบไหนเสี่ยง พร้อมวิธีป้องกันตนเองที่ควรรู้
KEY
POINTS
- โรคไข้ดิน หรือ เมลิออยด์ เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่พบในดินและน้ำ สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการสัมผัสทางผิวหนัง การดื่มกิน หรือการสูดดม
- อาการของโรคไม่เฉพาะเจาะจง อาจมีไข้สูง มีฝีที่ผิวหนัง หรือมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
- รัฐบาลแจ้งเตือนให้ระวังหลังพบการระบาดในหลายพื้นที่ โดยมีผู้ป่วยสะสมกว่า 700 ราย และเสียชีวิต 23 ราย กลุ่มเสี่ยงหลักคือเกษตรกรและผู้สูงอายุ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้แจ้งเตือนประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรให้ระวัง โรคเมลิออยด์ หรือ โรคไข้ดิน เนื่องจากพบการระบาดในหลายพื้นที่ โดยนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์โรคเมลิออยด์โดสิสอย่างใกล้ชิดของกระทรวงสาธารณสุข หลังพบแนวโน้มการระบาดยังคงน่ากังวล จากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 เมษายน 2569 พบผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศ 732 ราย และมีผู้เสียชีวิต 23 ราย โดยสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น รายงานสถานการณ์ในเขตสุขภาพที่ 7 พบผู้ป่วยสะสม 68 ราย และเสียชีวิต 2 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
โรคเมลิออยด์ หรือ โรคไข้ดิน คือ อะไร
โรคเมลิออยด์ หรือ โรคไข้ดิน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เบอร์โคเดอเรีย สูโดมัลลิอาย (Burkholderia pseudomallei) พบได้ทั่วไปในดิน น้ำ นาข้าว ท้องไร่ แปลงผัก สวนยาง ทั่วทุกภาคในประเทศไทย เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ
1.การสัมผัสน้ำหรือดินที่มีเชื้อปนเปื้อน
2.ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป
3.สูดหายใจเอาฝุ่นจากดินที่มีเชื้อเจือปนอยู่เข้าไป
หลังติดเชื้อประมาณ 1-21 วันจะเริ่มมีอาการเจ็บป่วย แต่บางรายอาจนานเป็นปี ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับและภูมิต้านทานของแต่ละคน
อาการของโรคเมลิออยด์ หรือ โรคไข้ดิน
ไม่มีลักษณะเฉพาะจะมีความหลากหลายคล้ายโรคติดเชื้ออื่น ๆ หลายโรค เช่น มีไข้สูง มีฝีที่ผิวหนัง มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ อาจติดเชื้อเฉพาะที่ หรือติดเชื้อแล้วแพร่กระจายทั่วทุกอวัยวะและเสียชีวิตได้
การป้องกันโรคเมลิออยด์ หรือโรคไข้ดิน
ควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลน หรือ แช่น้ำเป็นเวลานาน หากจำเป็นควรสวมรองเท้าบูทหรือถุงพลาสติกหุ้มรองเท้า เพื่อป้องกันไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำโดยตรง หากมีบาดแผลควรปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ และอาบน้ำชำระร่างกายทันทีหลังจากทำงานหรือลุยน้ำ รวมถึงดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุกทุกครั้ง
หากมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการเดินลุยน้ำให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อที่แพทย์จะได้ตรวจวินิจฉัยและรักษาทันทีตามอาการและความรุนแรงของโรค สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรคโทร.1422







