thansettakij
thansettakij
สกสว. เดินหน้า Medical & Wellness เชื่อมวิจัย-เทคโนโลยี สู่ระบบสุขภาพ

สกสว. เดินหน้า Medical & Wellness เชื่อมวิจัย-เทคโนโลยี สู่ระบบสุขภาพ

06 เม.ย. 69 | 17:05 น.

“สกสว. ผนึกพันธมิตร ขับเคลื่อนผลงาน ววน. ด้าน Medical & Wellness เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบสุขภาพไทย” ผลักดันงานวิจัยสู่เทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ ผสาน AI ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • สกสว. ใช้งบประมาณกว่า 16,000 ล้านบาท ผ่านกองทุน ววน. เพื่อผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness) รับมือสังคมสูงวัย
  • มีเป้าหมายเปลี่ยนระบบสุขภาพจากการมุ่งเน้น "การรักษา" ไปสู่ "การป้องกัน" พร้อมผลักดันให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ของประเทศ
  • พัฒนานวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง เช่น AI คัดกรองมะเร็ง และอุปกรณ์การแพทย์ที่ผลิตในประเทศ โดยเน้นการทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
  • สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนและ SME เพื่อนำผลงานวิจัยไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

วันที่ 7 เมษายน 2569 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” เต็มรูปแบบ โจทย์ด้านสุขภาพถูกหยิบยกให้เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พุ่งสูง และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่กดทับระบบเศรษฐกิจ สูงถึง 4.5 % ของจีดีพี หรือประมาณ 3.46 แสนล้านบาท คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จะแก้โจทย์ได้หรือไม่” แต่คือ “จะเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสของประเทศได้อย่างไร”

บนเวที Healthspan Festival 2026 ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ฉายภาพว่า “วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” เป็นพลังสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสุขภาพไทย และพร้อมผลักดันให้เป็น เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" (New Growth Engine)

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เราต้องเปลี่ยนจากระบบเพื่อการรักษา ไปสู่ระบบที่ป้องกันล่วงหน้า และสร้างมูลค่าใหม่ให้เศรษฐกิจไปพร้อมกัน

ศ.ดร.สมปองกล่าว นี่คือแก่นของแนวคิด ‘Lab to Life’ การพางานวิจัยไปให้ถึงชีวิตจริงของผู้คน

งบ 16,000 ล้านบาท ลงทุนวางโครงสร้างระบบสุขภาพไทย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากองทุน ววน. โดย สกสว. ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนการวิจัยด้านการแพทย์และสุขภาพกว่า 16,000 ล้านบาท เพื่อวาง “โครงสร้างใหม่” ของระบบนวัตกรรมสุขภาพไทยแบบครบวงจร เป้าหมายไม่ใช่เพียงรักษาคนป่วยให้หาย

แต่คือการทำให้ “คนไม่ป่วยตั้งแต่ต้น” พร้อมยกระดับ Medical และ Wellness ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ที่เติบโตไปกับสังคมสูงวัย บนฐานของการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม

 

กองทุน ววน. โดย สกสว. วาง กลไกขับเคลื่อนใน 3 แกนหลัก

เครื่องยนต์นวัตกรรมแห่งอนาคต

โครงการ Genomics Thailand คือ หนึ่งในผลงานสำคัญของกองทุน ววน. ที่ช่วยเชื่อมข้อมูลพันธุกรรมสู่การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ผสาน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมต่อยอดสู่เศรษฐกิจ BCG และอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยในระดับโลก

โครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน

กองทุน ววน. ขยายขอบเขตการจัดสรรงบประมาณจนครบ “ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม” ตั้งแต่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก การพัฒนาความพร้อมด้านเครื่องมือ ห้องปฏิบัติการ โรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) ไปจนถึงการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน เพื่อให้นวัตกรรมผลิตได้จริง ใช้ได้จริง

เชื่อมต่อสู่ตลาดโลก

การสร้างกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการ Startup และการเชื่อมโยง Global Value Chain คือกุญแจสำคัญ เพื่อให้นวัตกรรมไทยแข่งขันได้ในระดับสากล และเข้าถึงคนไทยใน “ราคาที่เป็นธรรม”

จาก “System Integrator” สู่ “ระบบสุขภาพที่เท่าเทียม”

ภายใต้ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมที่ซับซ้อน...สกสว. ถือเป็น “System Integrator” ที่เชื่อมทุกชิ้นส่วนของระบบ ตั้งแต่นโยบาย งานวิจัย ภาคธุรกิจ ไปจนถึงการใช้งานจริง และผลลัพธ์เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว เช่น AI คัดกรองมะเร็งระยะเริ่มต้น ลดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ย 500,000 บาทต่อราย รากฟันเทียม และแผ่นปิดกะโหลกศีรษะ ผลิตโดยคนไทย อุปกรณ์การแพทย์ที่เคยต้องนำเข้า กำลังถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมในประเทศ แต่หัวใจของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ทำได้ คือ ใครเข้าถึงได้ “นวัตกรรมจะไม่มีความหมายเลย ถ้าคนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง” ศ. ดร.สมปอง กล่าว

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเชื่อมเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าสู่ระบบหลักของประเทศ เช่น นโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” เพื่อให้การเข้าถึงไม่ใช่สิทธิของคนบางกลุ่ม แต่เป็น “สิทธิของทุกคน”

Medical AI  โอกาสของไทยในเกมโลก

ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลก “สุขภาพ” คือหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไทยมีแต้มต่อ ด้วยระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่งระดับแนวหน้า การผสาน AI เข้ากับการแพทย์ จึงกลายเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ ตัวอย่างชัดคือ แพลตฟอร์ม AI อ่านผลเอกซเรย์ปอด ที่ไม่เพียงช่วยลดภาระแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล แต่ยังถูกพัฒนาไปสู่การส่งออกในตลาดอาเซียนและระดับโลก สะท้อนว่า “นวัตกรรมไทย” ไม่ได้หยุดอยู่ในประเทศอีกต่อไป นวัตกรรมที่จับต้องได้  และเปลี่ยนชีวิตคน

 ‘Lab to Life’ ไม่ได้อยู่ในแนวคิด แต่อยู่ในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้ว

ระบบคัดกรองมะเร็งที่ใช้งานในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ,เครื่องเอกซเรย์ฟันที่ช่วยลดการนำเข้า ,เท้าเทียม และอุปกรณ์ที่ผลิตได้เอง , อุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยโรคไตที่เข้าถึงได้มากขึ้น นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงลดต้นทุนภาระของประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับพันล้านบาท และที่สำคัญทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นได้จริง

ปลายทางสังคมที่ “อยู่ได้นาน และอยู่ได้ดี”

ภาพของสังคมสูงวัยในอนาคต อาจไม่ใช่สังคมที่เต็มไปด้วยภาระ แต่เป็นสังคมที่ผู้สูงวัยยังคงมีพลัง “ถ้าเรามีระบบวิจัยที่เข้มแข็ง แม้คนไทยจะอายุถึง 80 ปี เราก็ยังสามารถเป็นผู้สูงวัยที่แข็งแรง ยังทำงานได้ และมีโอกาสได้ Pay Back ส่งต่อคุณค่ากลับคืนสู่สังคม นี่คือภาพของสังคมไทยที่เราอยากเห็น” นี่คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “ภาระ” เป็น “ศักยภาพ” และทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาด “ความเท่าเทียม” เป็นฐาน

นวัตกรรมไทยจะนำพาคนไทยไปสู่ชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมได้อย่างแน่นอน “การทำเรื่องยากให้กลายเป็นผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ (High Risk, High Return) อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเราร่วมมือกัน เดินไปด้วยกัน เราก็จะถึงเป้าหมายได้ไม่ยากนัก

ปลดล็อกนวัตกรรมสู่ New Growth Engine 

การเปลี่ยน ‘Lab to Life’ ให้เกิดขึ้นจริง ไม่อาจขับเคลื่อนโดยภาครัฐเพียงลำพัง ความร่วมมือระหว่าง สกสว. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ Techsauce จึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการเชื่อม “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” ของระบบนวัตกรรม มีเป้าหมายชัดเจน เปลี่ยน “งานวิจัย” ให้กลายเป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” โดยมี SME เป็นตัวแปรสำคัญที่สุด ในฐานะฟันเฟืองที่ครองสัดส่วนกว่า 99% ของภาคธุรกิจไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อ SME ได้ “นวัตกรรม + AI” เข้าไปเสริมศักยภาพ ก็ไม่ต่างจาก “เสือติดปีก”ไม่ใช่นำ นวัตกรรมมาแค่ลดต้นทุน เพื่อขายของให้ถูกลงแต่ต้องสร้างสินค้าและบริการใหม่ที่ตลาดต้องการ และสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ (New Growth Engine) ในการผลักดันเศรษฐกิจไทยได้

ศ. ดร.สมปอง สะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มุ่งแค่ “สร้างรายได้” แต่ยกระดับไปสู่การสร้าง “ภูมิคุ้มกันประเทศ” ผ่านการสนับสนุนงานวิจัยและองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการอยู่รอด ทั้งพลังงานทางเลือก อาหาร และความปลอดภัยในชีวิต เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยปรับตัวและยืนหยัดได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน ในภาพใหญ่ นี่คือจังหวะสำคัญของประเทศไทยที่จะต้องบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และต่อยอดด้วยศักยภาพของนักวิจัยไทย และกลายเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต

การผนึกกำลังครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน หากแต่คือการหลอมรวมเจตนารมณ์ร่วม เพื่อวาง “รากฐานใหม่” ของประเทศ ขับเคลื่อน SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง พร้อมสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม