thansettakij
thansettakij
สัญญาณเตือน ‘สโตรก’ 1 นาทีสมองตาย 1 ล้านเซลล์ แม้สุขภาพแข็งแรง

สัญญาณเตือน ‘สโตรก’ 1 นาทีสมองตาย 1 ล้านเซลล์ แม้สุขภาพแข็งแรง

22 มี.ค. 69 | 10:50 น.
อัปเดตล่าสุด :22 มี.ค. 69 | 10:52 น.

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือน “สโตรก“ โรคร้ายที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้สุขภาพแข็งแรง ชี้วัยทำงานเสี่ยงสูง รักษาช้า “1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง”

KEY

POINTS

  • สัญญาณเตือนโรคสโตรก (Stroke) สังเกตได้จากหลัก B.E.F.A.S.T. คือ การทรงตัวผิดปกติ, การมองเห็นผิดปกติ, ใบหน้าเบี้ยว, แขนขาอ่อนแรง และการพูดไม่ชัด
  • ทุก 1 นาทีที่สมองขาดเลือด จะมีเซลล์สมองตายประมาณ 1 ล้านเซลล์ ดังนั้นหากพบอาการต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะเวลาคือปัจจัยสำคัญในการรักษา
  • โรคสโตรกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แม้ในผู้ที่ดูมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่มีโรคประจำตัว โดยปัจจุบันพบแนวโน้มผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 45 ปีเพิ่มขึ้น

พญ.ณิชนันทน์ เอกพิทักษ์ดำรง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาทเฉพาะทางด้านโรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ ต้น ๆ ของคนไทย รองจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจ

อีกทั้งยังเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ปัจจุบันพบแนวโน้มผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 45 ปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตาม

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ 1. ภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตันจากลิ่มเลือด มักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

2. ภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดแตก ทำให้เลือดออกในเนื้อสมองหรือช่องว่างรอบสมอง โดยมีปัจจัยสำคัญคือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) ที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทราบมาก่อน

สัญญาณเตือน ‘สโตรก’ 1 นาทีสมองตาย 1 ล้านเซลล์ แม้สุขภาพแข็งแรง

การคัดกรอง โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) 

ใช้หลัก B.E.F.A.S.T. ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เป็นสัญญาณเตือนชีวิต หากสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที อย่ารอดูอาการ เพราะยิ่งเร็ว โอกาสรอดและโอกาสฟื้นตัวก็ยิ่งสูง โดยประกอบด้วย

 

B – Balance (การทรงตัวผิดปกติ) ผู้ป่วยอาจมีอาการเดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่อยู่ หรือสูญเสียการประสานงานของร่างกายอย่างกะทันหัน เช่น หยิบของไม่ตรงตำแหน่ง กะระยะพลาด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีอาการใด ๆ

E – Eyes (ความผิดปกติทางการมองเห็น) มีอาการมองเห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ลานสายตาแคบลงทันทีทันใด หรือมีอาการตาดับไปข้างหนึ่ง บางรายรู้สึกเหมือนมีม่านมาบังสายตา

F – Face (ใบหน้าเบี้ยวผิดรูป) สังเกตจากมุมปากตก หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากสองข้างยกไม่เท่ากัน

A – Arm (แขนหรือขาอ่อนแรง) มีอาการแขนหรือขาอ่อนแรง ชา ยกไม่ขึ้น หรือกำมือไม่ได้ มักเกิดกับร่างกายเพียงครึ่งซีก หากให้ยกแขนสองข้างพร้อมกัน อาจพบว่าข้างหนึ่งตกลงโดยควบคุมไม่ได้

S – Speech (การพูดผิดปกติ) พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดติดขัด ใช้คำผิด พูดสลับคำ สื่อสารไม่รู้เรื่อง หรือฟังเข้าใจแต่ไม่สามารถตอบได้ถูกต้อง

T – Time (เวลา คือ ปัจจัยชี้ชะตา) หากพบอาการข้างต้นแม้เพียงข้อเดียวและเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รอดูอาการ ไม่ควรให้ผู้ป่วยนอนพักหรือรับประทานยาเอง เพราะทุกนาทีที่ล่าช้าหมายถึงการสูญเสียเซลล์สมองจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดิน การพูด การมองเห็น และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

สัญญาณเตือน ‘สโตรก’ 1 นาทีสมองตาย 1 ล้านเซลล์ แม้สุขภาพแข็งแรง

อาการสโตรก

บางครั้งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการมึนเมา เนื่องจากผู้ป่วยอาจเดินเซ พูดไม่ชัด หรือมีอาการเวียนศีรษะคล้ายคนเมา แต่ความแตกต่างสำคัญคือ สโตรกมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันโดยไม่มีการดื่มแอลกอฮอล์นำมาก่อน และมักมีอาการอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก ใบหน้าเบี้ยว หรือพูดผิดปกติร่วมด้วยอย่างชัดเจน ขณะที่อาการเมาจากแอลกอฮอล์มักสัมพันธ์กับปริมาณการดื่ม ไม่มีอาการหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรงครึ่งซีก และเมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลง อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น

ดังนั้น หากพบผู้ที่มีอาการคล้ายคนเมา แต่ไม่ทราบประวัติการดื่ม หรือมีอาการผิดปกติของใบหน้า แขนขา หรือการพูด ควรสงสัยสโตรกและรีบโทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที

พญ.ณิชนันทน์ กล่าว่า ปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยที่ทำลายหลอดเลือดโดยตรง ทั้งหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคอ้วน การรับประทานอาหารไขมันสูงหรือมีน้ำตาลแฝง การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด ความเครียดสะสม และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ฝุ่น PM2.5 และอากาศร้อนเป็นปัจจัยกระตุ้นทางอ้อมที่เพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการควบคุมโรคประจำตัวและดูแลสุขภาพพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ”

ในด้านการรักษา แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายทางระบบประสาท และวินิจฉัยด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อแยกประเภทของโรค บางกรณีอาจทำการตรวจ MRA เพื่อดูรายละเอียดเส้นเลือดสมอง รวมถึงอัลตราซาวด์หลอดเลือดที่คอ                   (Carotid Ultrasound) เพื่อตรวจหาคราบไขมันหรือการตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง

สัญญาณเตือน ‘สโตรก’ 1 นาทีสมองตาย 1 ล้านเซลล์ แม้สุขภาพแข็งแรง

โดยแนวทางการรักษาจะแตกต่างกันตามประเภทของโรค โดยกลุ่มสมองขาดเลือดสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำได้ภายใน 4.5 ชั่วโมงหากเข้าเกณฑ์ตามการพิจารณาของแพทย์ หรือหากเป็นลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดสมองขนาดใหญ่ที่อาจมีหัตถการลากลิ่มเลือด ปัจจุบันขยายกรอบเวลาเป็น 24 ชั่วโมง(หากเข้าเกณฑ์) ขณะที่กลุ่มเลือดออกในสมองจะเน้นควบคุมความดันโลหิตอย่างใกล้ชิด และบางรายอาจต้องผ่าตัดหรือใส่ขดลวดเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดโป่งพอง

พญ.ณิชนันทน์ กล่าวปิดท้ายว่า การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อยประมาณ 300 นาทีต่อสัปดาห์

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เลิกสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตาม

เพราะหัวใจสำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมองคือ “เวลา” เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ไวต่อการขาดเลือดอย่างมาก ในทุก ๆ 1 นาทีที่สมองขาดเลือด จะมีเซลล์สมองตายลงประมาณ 1 ล้านเซลล์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นมักถาวร การรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดต้องเกิดขึ้นภายใน 4.5 ชั่วโมงแรก หรือที่เรียกว่า ‘หน้าต่างแห่งโอกาส’ หากผู้ป่วยมาถึงเร็ว โอกาสฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติสูงถึง 70–80%