
รู้ทันวัฒนธรรม ‘เสพติดการด่า’ อันตรายจากอวตารหลังม่านโซเซียล
รู้เท่าทันกลไกสุดอันตราย "Rant Culture" การด่าผูกสัมพันธ์ ชี้ชัดอันตรายจากอวตารหลังม่านโซเซียลมีเดีย ส่งผลลบทำลายสมาธิ สมองล้า และทำให้แก้ปัญหายากขึ้น พร้อมแนะวิธีหยุดให้เป็นและทนให้ได้
KEY
POINTS
- วัฒนธรรม ‘เสพติดการด่า’ (Rant Culture) คือปรากฏการณ์ที่ผู้คนใช้อวตารที่ไม่เปิดเผยตัวตนในโซเชียลมีเดีย เพื่อระบายอารมณ์รุนแรงจนกลายเป็นสิ่งเสพติด
- วัฒนธรรมนี้ถูกขับเคลื่อนโดยอินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างภาษาและชุมชนเฉพาะกลุ่ม ทำให้เกิดแรงกดดันทางสังคมให้คนคล้อยตามเพื่อไม่ให้ถูกมองเป็นคนนอก (FOMO)
- การเสพติดการด่า ส่งผลเสียร้ายแรงต่อสมองและจิตใจโดยตรง ทำให้ความจำแย่ลง เฉื่อยชา วิตกกังวล และขาดความสุขสงบในชีวิต
- ทางออกคือการฝืนตัวเองให้ออกจากเกมอำนาจนี้ ลดการเสพโซเชียลที่เป็นพิษ และหันไปทำกิจกรรมในโลกแห่งความเป็นจริงเพื่อฟื้นฟูสมองและจิตใจ
ในงาน Life Expo 2025 มหกรรมสุขภาพแบบองค์รวมใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จัดโดย บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด ผู้นำด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ และอีเวนต์ระดับโลก ภายใต้การสนับสนุนของพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ระหว่างในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งจัดอยู่ UOB LIVE เอ็มสเฟียร์
ดร.ต้อง พงษ์รพี บูรณสมภพ ผู้เชี่ยวชาญด้านศักยภาพมนุษย์ ขึ้นเวทีทอล์ค Speakers of The Year ในหัวข้อ “How are you feeling” โดย กล่าวว่า โลกโซเซียลตอนนี้มีปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่งที่เรียกว่า "Rant Culture" หรือ "วัฒนธรรมติดบ่น/เสพติดการด่าลงโซเชียล" และคนส่วนใหญ่จะใช้ตัวอวตารที่ไม่เปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ทำให้คนที่อยู่หลังม่านอวตารนั้นเกิดความกล้ามากกว่าปกติ จนกลายเป็นการเสพติด (addiction) อย่างหนึ่ง
ปัจจุบัน “การด่า” ได้กลายเป็น "way of life" ที่กำลังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตและความสามารถในการคิดของคนในยุคปัจจุบัน กลายเป็นทักษะจำเป็นเพื่อสร้างอำนาจให้กับตัวเอง และเป็นความผูกพันหรือการผูกสัมพันธ์ทางโซเซียล มีไว้สำหรับสร้างอำนาจการต่อรอง และสร้างคาแรคเตอร์ จนกลายเป็นทักษะจำเป็นของชีวิต
โดยการสร้างวัฒนธรรมการด่าในพื้นที่ออนไลน์ ต้องอาศัย "เครื่องด่าตัวที่ 1" หรือผู้มีอิทธิพล (influencer) ที่มีความสามารถในการด่าเก่ง โดยอินฟลูเอนเซอร์จะทำหน้าที่ช่วยในเรื่องภาษาและการร้อยเรียงคำ ที่ทำให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าพวกเขาคิดแบบนี้และคล้อยตาม ผ่านกระบวนการสร้างวัฒนธรรม 2 ขั้นตอน คือ
1. Acculturate: เป็นการสร้างภาษาและสร้าง "พจนานุกรม" ศัพท์ใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน
2. Enculturate: ผู้คนจะเริ่มคล้อยตามและสนุกที่มีชุมชนที่ด่าในเรื่องเดียวกัน และใช้ศัพท์แบบเดียวกัน ซึ่งเข้าใจกันเฉพาะในกลุ่ม
แรงขับเคลื่อนนี้ทำให้คนเกิดความกลัวที่จะถูกมองว่าเป็น "คนนอก" หรือ FOMO (Fear of Missing Out)หากไม่ใช้ภาษาการด่าในแบบเดียววกัน หากไม่คล้อยตามจะรู้สึกว่า "You are out group" โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความผิดหวังของคนอื่น ที่มักเป็น "ของหวาน" ดึงดูด Engagement ซึ่งในโลกออนไลน์ เพจต่าง ๆ ก็ต้องการการมีส่วนร่วมและเน้นไปยังการด่ามากกว่าการชม
“มนุษย์มีความตลกอย่างหนึ่งคือ ความสมหวังของคนอื่น มักเป็นเรื่องส่วนตัวหรืออาจทำให้เกิดความหมั่นไส้ แต่ความผิดหวัง (หรือเรื่องราวแง่ลบ) ทำให้คนอยากรู้ อยากฟังมากขึ้น หากมีโพสต์แล้วมีคอมเมนต์ชม 99 ข้อความ แต่มี 1 คอมเมนต์ที่ด่า คนส่วนใหญ่มักจะพุ่งความสนใจไปที่ 1 คอมเมนต์นั้นทันที”
ดร.ต้อง กล่าวว่า บุคคลที่เข้ามาด่าในโลกโซเซีลยมักกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างง่ายดาย เพราะความผิดหวังของคนอื่นเปรียบเสมือน "ของหวาน" ที่น่าสนใจ และเมื่อคนเราอยู่ในการเสพติดการด่านานไป จะเริ่มเสพติดภาษา ธรรมเนียม และชุมชนที่ด่าในเรื่องเดียวกัน ทำให้เมื่อไม่มีการด่าหรือมีแต่คำชม ก็จะรู้สึกว่า "ไม่เร้าใจ"
สังคมออนไลน์บังคับให้ผู้คนเลือกข้าง (ซ้ายหรือขวา) ซึ่งทางจิตวิทยา การเลือกข้างทำให้สมองไม่สมดุล เพราะความจริงไม่ได้มีแค่สองด้าน เมื่ออยู่ในโหมดความผิดหวัง/สิ้นหวังและฟัง "เครื่องด่า" นาน ๆ จะเป็นการอยู่ใน Echo Chamber และถูกสอนให้ใช้ภาษาแบบนั้นซ้ำ ๆ จนสนุกกับการใช้ภาษาที่รุนแรง
การด่าส่งผลลบกระทบสมอง-ขาดความปิติ
การเสพติดการบ่นด่ามีผลลบมากมาย และมักเริ่มต้นจากการผูกพันและได้รับความรู้สึกไม่ดี คนเราจึงมักหยุดแชร์ความรู้สึกดีและความสมหวัง แชร์ได้เพียง "Rant" หรือความอัดอั้นตันใจเท่านั้น ซึ่งส่งผลกระทบสำคัญต่อสมองและจิตใจ ดังนี้
1. ทำลาย Memory Consolidation: เกิดความเบื่อหรือความเยื่อดยาด สมองจะไม่มีช่วงพักและ ทำให้ผู้เสพการค่ากลายเป็นคนโง่ได้ นอกจากนี้ยังส่งผลให้ นอนไม่หลับ เพราะสมองยังคงคิดคำด่าไปเรื่อย ๆ
2. ล้าง่ายและเฉื่อยชา: ผลที่ตามมาคือได้คนรุ่นใหม่ที่ ล้าง่าย เฉื่อยง่าย และจำอะไรไม่ได้
3. มีความวิตกกังวล: การเสพติดข้อมูลใหม่ตลอดเวลา (จากการไถฟีด) ทำให้สมองล้า และนำมาซึ่ง ความวิตกกังวล
4. ขาดการผูกพันเชิงบวก: คนในบ้านร่วมสุขกันได้ยากขึ้น เพราะเราสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในออนไลน์มากกว่า ทำให้การผูกพันทางบวกแทบไม่เกิด
5. ความปิติไม่เกิด: ความปิติ (ความสุขสงบของจิตใจ) เกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะการด่าไม่นำมาซึ่งความปิติ
ดังนั้น ทางออกคือต้อง "ฝืน" ที่จะทนความเบื่อและหยุดเกมอำนาจจากการด่าให้ได้ พยายามเสพโซเชียลอย่างสุขภาพดี (healthy) ถอนตัวเองออกจากสถานที่เป็นพิษ หรือเพจที่เสพติดการด่า ย้ายตัวเองจากออนไลน์ไปสู่สถานที่อื่น เช่น ไปสวนสาธารณะ หรือออกกำลังกาย ฝืนทนความเบื่อเดิม ๆ และเริ่มสนใจถามถึงความสุขของคนรอบข้าง ฝึกให้หัวใจซิงค์กับความปิติ
“แน่นอนว่าการด่าจะทำให้คนด่ารู้สึกมีอำนาจ เรามักจะด่ากลับเพราะไม่อยากไร้อำนาจ หลังจากนั้นจะกลายเป็นเกมที่ด่ากันไปมา แต่การมีอำนาจแท้จริงคือคนที่ออกจากเกมได้และไม่ผูกพันธ์ด้วยการด่ากลับ การถอนตัวออกมาจากสถานการณ์กลับมาอยู่กับปัจจุบัน เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูจิตใจและสมอง ก่อนที่สังคมไทยจะเสพติดการด่า จนคนที่อยู่ในเกมมีขยะเต็มหัว และสมองใช้การไม่ได้”







