
อาหาร-เครื่องดื่ม 3 ชนิด กินแล้วทำให้อารมณ์แปรปรวน-ภาวะซึมเศร้า
ระวัง 3 ชนิดอาหาร-เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง แอลกอฮอล์ และคาเฟอีน ส่งผลต่อภาวะอารมณ์ อาจทำให้เกิดอาการหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน หรือแม้กระทั่งภาวะซึมเศร้า
จากข้อมูลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยการกินอาหารและเครื่อมดื่ม ที่มีน้ำตาลสูง-แอลกอฮอล์-คาเฟอีน สามารถส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจได้อย่างมีนัยสำคัญ อาจทำให้เกิดอาการหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน หรือแม้กระทั่งภาวะซึมเศร้า โดยคุณสมบัติของส่วนประกอบทั้ง 3 ชนิดจะส่งผล ดังนี้
น้ำตาล
การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากเกินไป สามารถส่งผลเสียต่ออารมณ์และสุขภาพจิตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอาการอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย และรู้สึกไม่มั่นคงทางอารมณ์
ผลกระทบของน้ำตาลต่ออารมณ์
- การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว และลดลงอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้า ง่วงนอน และอารมณ์แปรปรวน
- เมื่อบริโภคน้ำตาล สมองจะหลั่งสารโดพามีน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ทำให้รู้สึกดี แต่เมื่อหยุดบริโภคน้ำตาล ร่างกายจะเกิดอาการคล้ายการถอนสารเสพติด เช่น หงุดหงิด โมโหง่าย และซึมเศร้า
- หากบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจรบกวนการทำงานของฮอร์โมนและสมอง ทำให้เกิดอาการอารมณ์แปรปรวน ขี้หงุดหงิด สมาธิสั้น และนอนไม่หลับ
สัญญาณเตือนเมื่อกินน้ำตาลมากเกินไป
- รู้สึกหงุดหงิดหรืออารมณ์ไม่ดีเมื่อไม่ได้กินของหวาน
- มีอาการง่วงนอน อ่อนล้า หลังจากบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง
- มีปัญหาในการนอนหลับหรือรู้สึกไม่สดชื่นหลังตื่นนอนมีความอยากอาหารหวานอย่างต่อเนื่อง
แอลกอฮอล์
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คือเครื่องดื่มที่มีสารเอทานอล(ethanol) เป็นส่วนประกอบหลัก มักพบในสุรา เบียร์ ไวน์ เป็นต้น ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเมื่อดื่มในปริมาณมากหรือเป็นประจำ
ผลกระทบของแอลกอฮอล์
- แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดสมองส่วนกลาง ทำให้ผู้ดื่มมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ขาดความยับยั้งชั่งใจ และมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น
- ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำมีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้ว (ไบโพลาร์) และโรควิตกกังวล โดยมีโอกาสป่วยสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
- การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการหูแว่ว หวาดระแวง และความจำบกพร่อง ซึ่งเป็นสัญญาณของปัญหาทางจิตที่รุนแรง
- แอลกอฮอล์สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติของปัญหาทางจิตเวชมาก่อน
ผลกระทบจากการติดแอลกอฮอล์
- รู้สึกหงุดหงิดหรืออารมณ์ไม่ดีเมื่อไม่ได้ดื่ม
- มีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือรู้สึกอ่อนเพลีย
- มีอาการหูแว่ว หวาดระแวง หรือสับสน
- มีปัญหาในการจำหรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
คาเฟอีน (Caffeine)
เป็นสารแซนทีนอัลคาลอยด์ (Xanthine alkaloid) ซึ่งพบมากใน เมล็ดกาแฟ ใบชา เมล็ดโกโก้ เมล็ดโคล่า เป็นสารสีขาวที่มีรสขม ไม่มีกลิ่น ในปัจจุบันเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
เนื่องจากคาเฟอีนกระตุ้นการทำงานของสมองและระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า ลดความง่วง ทำให้รู้สึกสดชื่น มีสมาธิ และลดความเหนื่อยล้าลงได้ ทั้งช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด กระตุ้นกลไกการคิดรวดเร็ว และสมาธิจดจ่อ และสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกมีความสุข แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน
ผลข้างเคียงจากการดื่มคาเฟอีนมากเกินไป
อาจทำให้เกิดภาวะคาเฟอีนเป็นพิษ (Caffeine intoxication) ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบส่วนกลางของร่างกายถูกกระตุ้นมากเกินไป ทำให้ร่างกายและจิตใจแสดงออกซึ่งอาการ เช่น หน้าแดง วิงเวียนศีรษะ ปวดหัว หงุดหงิด ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ กล้ามเนื้อกระตุก นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง กระสับกระส่าย วิตกกังวล ความคิดและการพูดสับสน ปัสสาวะมากผิดปกติ ปวดท้อง ร่างกายขาดน้ำ รวมถึงอาจขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกายได้
เมื่อการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณมาก ๆ เป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิดภาวะเสพติดคาเฟอีน (Caffeinism) เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กอักเสบ หรือ โรคน้ำย่อยไหลย้อนกลับ ความดันโลหิตสูง กระสับกระส่าย วิตกกังวล ใจสั่น กล้ามเนื้อกระตุก และนอนไม่หลับ เป็นต้น ซึ่งความสามารถในการรับปริมาณคาเฟอีนของแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสภาพร่างกายของบุคคลนั้น อาจส่งผลทำให้มีอาการดังนี้
- ปวดศีรษะ
- อาการง่วงหงาว หาวนอน
- หงุดหงิด กระสับกระส่าย กระวนกระวาย
- คลื่นไส้
- มีปัญหาในเรื่องสมาธิจดจ่อ
- เหน็ดเหนื่อย
- มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อ
ในผู้ที่บริโภคคาเฟอีนเป็นประจำแล้วต้องการเลิกคาเฟอีน อาจมีอาการข้างเคียงจากการขาดคาเฟอีนตามมา โดยอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ แสดงออกหลังจากที่งดการบริโภคคาเฟอีนไปแล้ว 12-24 ชม. โดยมีระยะในการแสดงอาการประมาณ 2-9 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล จากนั้นอาการจึงจะค่อย ๆ หายไป
ข้อมูลจาก สสส.และ โรงพยาบาลเมดพาร์ด







