
'สโตรก' คร่าชีวิตคนไทยทะลุร้อยรายต่อวัน ออมรอน ชู AI คัดกรองความเสี่ยง
"สโตรก" โรคหลอดเลือดสมองคร่าชีวิตคนไทยเฉลี่ยวันละ 104 ราย แพทย์เตือนความดันสูงและ AFib เป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก ออมรอนเปิด AI ช่วยคัดกรอง หวังขยายฐานลูกค้า
KEY
POINTS
- โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยเฉลี่ยวันละ 104 คน โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลักคือความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AFib)
- ผู้ป่วยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AFib) และความดันโลหิตสูงจำนวนมากมักไม่แสดงอาการ ทำให้ไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงจนกระทั่งเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
- ออมรอนเปิดตัวเครื่องวัดความดันโลหิตรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยคัดกรองความเสี่ยงภาวะ AFib ได้พร้อมกับการวัดความดันปกติ
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการของคนไทย ขณะที่ "โรคความดันโลหิตสูง" และ "ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว" (Atrial Fibrillation: AFib) เป็นสองปัจจัยเสี่ยงหลักที่สามารถตรวจพบและป้องกันได้ หากได้รับการคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาระบุ ผู้ป่วย AFib จำนวนมากไม่แสดงอาการ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวจนเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งมักมีความรุนแรงและนำไปสู่ความพิการในระยะยาว
ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองยังเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ ของความพิการและการเสียชีวิต โดยปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้และมักเกิดร่วมกัน คือ โรคความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AFib)
ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญคือ ผู้ป่วย AFib ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ส่งผลให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติ จนกระทั่งเกิดโรคหลอดเลือดสมองแล้ว อีกทั้งโรคหลอดเลือดสมองที่มีสาเหตุจาก AFib ยังมีแนวโน้มรุนแรงกว่า มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า และทำให้เกิดความพิการระยะยาวมากกว่าผู้ป่วยทั่วไป
"การเพิ่มศักยภาพให้สามารถคัดกรองความเสี่ยงภาวะ AFib ควบคู่กับการวัดความดันโลหิต จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยตรวจพบความผิดปกติได้เร็วขึ้น แม้เทคโนโลยีจะไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ แต่สามารถช่วยคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียจากโรคหลอดเลือดสมองได้"
สถิติปี 2567 พบผู้ป่วยกว่า 3 แสนราย
โดยข้อมูลสถิติล่าสุดปี 2567 พบว่ามีผู้ป่วยสะสมประมาณ 363,688 คน ขณะที่ในปี 2566 มีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว 37,947 คน หรือเฉลี่ย 104 คนต่อวัน สะท้อนให้เห็นว่าโรคหลอดเลือดสมองยังเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการของคนไทย
เมื่อจำแนกผู้ป่วยตามสาเหตุ พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 291,000 คน เป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) และในจำนวนนี้ราว 198,000 คน มีสาเหตุจากหลอดเลือดตีบทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังมีผู้ป่วยอีกราว 35,000-45,000 คน ที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AFib) ซึ่งเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญ
ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วถือเป็น "ภัยเงียบ" เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากแทบไม่แสดงอาการ โดยพบว่าผู้ป่วย 1 ใน 3 ไม่เคยทราบมาก่อนว่าตนเองมีภาวะดังกล่าว ทำให้ไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนจะเกิดโรคหลอดเลือดสมองในที่สุด สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองส่วนใหญ่จะมีสาเหตุจากภาวะหลอดเลือดตีบ แต่ยังมีผู้ป่วยอีกหลายหมื่นรายที่มีต้นเหตุจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยไม่รู้ตัว จึงยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการตรวจคัดกรองความดันโลหิตและภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
WHO ชี้คนไทย 1 ใน 4 เสี่ยงความดันสูง เกือบครึ่งไม่รู้ตัว
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย (WHO Thailand) ระบุว่า คนไทยวัยผู้ใหญ่ 1 ใน 4 คน มีภาวะความดันโลหิตสูง แต่มีเพียงประมาณ 30% เท่านั้นที่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ ขณะที่เกือบ 50% ไม่ทราบว่าตนเองป่วย เนื่องจากโรคมักไม่แสดงอาการ จึงถูกเรียกว่า "ฆาตกรเงียบ"
นอกจากนี้ โรคหลอดเลือดสมองยังเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของประเทศ โดยกว่า 58% ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีสาเหตุจากภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ขณะที่ผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วจะมีความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า และมีแนวโน้มพบมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น
ออมรอนเปิดตัวเครื่องวัดความดัน 3 ซีรีส์ใหม่ ชู AI คัดกรอง AFib ในการวัดครั้งเดียว
ท่ามกลางความท้าทายด้านสาธารณสุขดังกล่าว นายยูซุเกะ กาโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออมรอน เฮลธแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ "Going for ZERO" ที่มุ่งลดอุบัติการณ์รุนแรงจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทย โดยพัฒนาเครื่องวัดความดันโลหิตสำหรับใช้งานที่บ้านให้ก้าวจากการติดตามค่าความดันเพียงอย่างเดียว สู่การคัดกรองความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดเชิงรุก
ล่าสุด บริษัทเปิดตัวเครื่องวัดความดันโลหิตอัจฉริยะ 3 ซีรีส์ใหม่ ได้แก่ EZ Series, IQ Series และ HEM-7383T1 ซึ่งติดตั้งเทคโนโลยี Intellisense AFib ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์คลื่นแรงดันจากการบีบตัวของหัวใจ (Pressure Pulse Waves: PPW)
นายยูซุเกะ กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้การวัดความดันโลหิตที่บ้านไม่ใช่เพียงการติดตามตัวเลข แต่เป็นเครื่องมือช่วยเฝ้าระวังสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมองในระยะเริ่มต้น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ได้เร็วขึ้น
ออมรอนชี้คนรุ่นใหม่เสี่ยงความดันสูง เร่งขยายฐานผู้ใช้วัย 35 ปีขึ้นไป
ด้าน นางสาวปฐมา บุญรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ออมรอน เฮลธแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ใช้งานเครื่องวัดความดันโลหิตส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่บริษัทเริ่มเห็นแนวโน้มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะวัยทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี ยังมีการตรวจสุขภาพไม่สม่ำเสมอ แม้จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจากความเครียดในการทำงาน การใช้ชีวิตในเมือง และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร
บริษัทจึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักในปีนี้ไว้ที่ผู้มีอายุ 35 ปีขึ้นไป พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เนื่องจากเครื่องวัดความดันโลหิตเฉพาะทางยังให้ค่าที่แม่นยำกว่าสมาร์ตวอตช์ ซึ่งเหมาะสำหรับติดตามแนวโน้มของข้อมูลสุขภาพมากกว่าการใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยหรือคัดกรองโรค
นางสาวปฐมา กล่าวว่า ปัจจุบันคาดว่าประมาณ 50-58% ของครัวเรือนไทยมีเครื่องวัดความดันโลหิตติดบ้านแล้ว ขณะที่โอกาสการเติบโตของตลาดยังอยู่ในกลุ่มผู้ใช้งานครั้งแรก (First-time User) และผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาใช้แบรนด์ใหม่ (Brand Switch) โดยผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์จากความน่าเชื่อถือของแบรนด์ รวมถึงคำแนะนำจากสมาชิกในครอบครัว ขณะที่ภาพรวมตลาดยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้บริษัทจะไม่เปิดเผยตัวเลขการเติบโตและยอดจำหน่ายที่ชัดเจน
สำหรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ในปีนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับ EZ Series และ IQ Series ซึ่งเป็นรุ่นหลักของตลาดไทย โดยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคผ่านการพัฒนาผ้าพันแขนขนาดใหญ่ รองรับรอบต้นแขน 22-42 เซนติเมตร รวมถึงมีทั้งรุ่นที่รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth และรุ่นมาตรฐาน เพื่อให้ครอบคลุมผู้ใช้งานในหลายช่วงราคาและตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน






