
สุขภาพคนไทย ไตรมาส 2/2569 เจ็บป่วยลดลง แต่ต้องเฝ้าระวังโรคร้ายใกล้ตัว
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานถึงภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ระบุถึงความเคลื่อนไหวทางสังคมรายไตรมาส ในหมวดสุขภาพและการเจ็บป่วย ระบุว่า ผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังในไตรมาสสอง ปี 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
KEY
POINTS
- ภาพรวมสถานการณ์สุขภาพคนไทยไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่าจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง 45.8% จากปีก่อน โดยส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
- แม้การเจ็บป่วยโดยรวมจะลดลง แต่มี 3 ประเด็นสุขภาพที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้น, โรคไขมันพอกตับ และภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับและโรคไขมันพอกตับเป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่โรคร้ายแรง ส่วนภาวะน้ำหนักเกินในเด็กวัยเรียนมีแนวโน้มสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในอนาคต
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานถึงภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ระบุถึงความเคลื่อนไหวทางสังคมรายไตรมาส ในหมวดสุขภาพและการเจ็บป่วย ระบุว่า ผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังในไตรมาสสอง ปี 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคปอดอักเสบ และโรคไข้หวัดใหญ่ โดยประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ คือ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้น โรคไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับภาวะเมตาบอลิซึม และภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก
ไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวนผู้ป่วยโรคเฝ้าระวังโดยรวมลดลง 45.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 จาก 258,105 ราย เหลือ 139,869 ราย โดยมีจำนวนผู้ป่วยลดลงเกือบทุกกลุ่มโรค ยกเว้นโรคฉี่หนู โรคอหิวาตกโรค โรคไข้กาฬหลังแอ่น และโรคพิษสุนัขบ้า ที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ ผู้ป่วย ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคปอดอักเสบ จำนวน 77,596 ราย และโรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 43,448 ราย
สถานการณ์ด้านสุขภาพจิตของคนไทย จากข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตของคนไทย (Mental Health Check In: MHCI) ไตรมาส 2 ปี 2569 มีผู้เข้ารับการประเมินกว่า 264,000 ราย พบว่า กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้ามีสัดส่วนสูงสุด 6.5% ลดลงจาก 7.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน รองลงมาได้แก่ กลุ่มที่มีความเครียดสูง มีภาวะหมดไฟ และมีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย ตามลำดับ
ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ
1. ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Steep Apnea: OSA) เกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจขณะหลับ ทำให้หยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ปัจจุบันประเทศไทยผู้ที่มีภาวะนี้ประมาณ 7.7 ล้านคน แต่มีเพียง 1.4 ล้านคน ที่ตระหนักถึงปัญหาและเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ (ฐานเศรษฐกิจ, 2568) อาการที่พบบ่อย ได้แก่ นอนกรนเสียงดังเป็นประจำ หายใจสะดุดขณะหลับ ตื่นนอนไม่สดชื่นหรือปวดศีรษะ ง่วงนอนมากในเวลากลางวัน และสมาธิลดลง (โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต, 2569)
หากไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงอุบัติเหตุจาการขับขี่ จึงควรสังเกตอาการของตนเองและคนใกล้ชิด หากมีอาการเข้าข่าย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา เพื่อลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพร้ายแรงในระยะยาว
2. โรคไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับภาวะเมตาบอลิซึม (Metabolic Dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease: MASLD) เป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในตับมากผิดปกติ มักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่หากไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่ภาวะตับอักเสบ ตับแข็งและมะเร็งตับ โดยคาดว่าภายในปี 2593 จะมีผู้ป่วยโรค MASLD ทั่วโลกสูงถึง 1.8 พันล้านคน (GBD 2023 MASLD Collaborators, 2026)
ขณะที่ผลการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (Saehan et al., 2025) พบว่า แม้ MASLD จะเป็นสาเหตุอันดับที่ 4 ของโรคตับเรื้อรังในประเทศไทย แต่กลับมีอัตราการเสียชีวิตจากภาวะตับแข็งสูงสูงที่สุดเมื่อเทียบกับสาเหตุอื่น จึงควรให้ความสำคัญกับตรวจสุขภาพเป็นประจำ
โดยเฉพาะการตรวจเลือดประเมินการทำงานของตับ การอัลตราซาวนด์ช่องท้องตามคำแนะนำของแพทย์ รวมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี AI เช่น SmartLiva ที่ช่วยวิเคราะห์ภาพอัลตราซาวนด์เพื่อคัดกรองโรคตับได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ (TNN Thailand, 2569)
3. ภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2558 โดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (วิชัย เอกพลากร และเริงฤดี ปรานวนิช, 2569) พบว่า เด็กไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านโภชนาการ โดยเด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนสูงถึง 27.4% โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมืองหลวงและภาคกลาง
สาเหตุสำคัญมาจากการบริโภคอาหารที่มีไขมัน โซเดียม แป้ง และน้ำตาลสูง รวมถึงการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ โดยมีเด็กเพียง 33.5% ที่มีกิจกรรมทางกายตามเกณฑ์ ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและ
โรคเบาหวานมากกว่าเด็กทั่วไปถึง 3 เท่า และอาจนำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในวัยผู้ใหญ่ ดังนั้น ควรส่งเสริมให้เด็กกินอาหารที่มีประโยชน์ สนับสนุนให้ชุมชนมีพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างเพียงพอ รวมถึงจัดให้มีการตรวจสุขภาพในโรงเรียนและติดตามเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง







