thansettakij
thansettakij
รู้จักเทคโนโลยีใหม่ ‘ตรวจหัวใจ’ ส่องกล้องผ่านหลอดอาหาร

รู้จักเทคโนโลยีใหม่ ‘ตรวจหัวใจ’ ส่องกล้องผ่านหลอดอาหาร

16 ส.ค. 69 | 03:31 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ส.ค. 69 | 03:34 น.

“การตรวจ TEE หัวใจ” การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านทางหลอดอาหาร จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจวินิจฉัยที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างและรอยโรคภายในหัวใจได้อย่างละเอียด

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงผ่านผนังทรวงอก (Transthoracic Echocardiography: TTE หรือ Echo) ถือเป็นการตรวจพื้นฐานที่แพร่หลาย แต่ในผู้ป่วยบางราย ผลภาพถ่ายอาจยังไม่ชัดเจนพอที่จะสรุปการวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ

รู้จัก ‘การตรวจ TEE หัวใจ’

ดังนั้น “การตรวจ TEE หัวใจ” (Transesophageal Echocardiography) หรือการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านทางหลอดอาหาร จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจวินิจฉัยที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างและรอยโรคภายในหัวใจได้อย่างละเอียดและคมชัดจากมุมมองที่ใกล้กว่าเดิม

แพทย์หญิงทรายด้า บูรณสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า การตรวจ TEE เป็นการใช้หัวตรวจอัลตราซาวนด์ชนิดพิเศษสอดผ่านทางปากเข้าสู่หลอดอาหาร ซึ่งตำแหน่งของหลอดอาหารจะอยู่ใกล้กับหัวใจมากกว่าการตรวจผ่านผนังทรวงอกภายนอก จึงช่วยให้แพทย์ประเมินทั้งโครงสร้างและการทำงานของหัวใจได้อย่างละเอียดด้วยภาพเคลื่อนไหวคุณภาพสูง

โดยไม่ใช้รังสี จึงมีความปลอดภัยสูงและไม่ก่อให้เกิดรังสีสะสม สามารถประเมินตำแหน่งที่มองเห็นได้ยากจากการตรวจ Echo ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นลิ้นหัวใจ ลิ้นหัวใจเทียม ผนังกั้นหัวใจ ลิ่มเลือดภายในหัวใจ ภาวะติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ รวมถึงหลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณใกล้หัวใจ

เตรียมพร้อมก่อนตรวจ

การนำมาใช้งาน แพทย์มักพิจารณาส่งตรวจ TEE ในกรณีที่ผล Echo ปกติให้ข้อมูลไม่เพียงพอ สงสัยความผิดปกติของลิ้นหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจตีบ หรือการทำงานของลิ้นหัวใจเทียม ตรวจหาลิ่มเลือดและภาวะติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ประเมินความผิดปกติของผนังกั้นหัวใจทั้งที่เป็นแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง ประเมินภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนทรวงอกโป่งพองหรือฉีกขาด รวมถึงใช้ประกอบการทำหัตถการ ผ่าตัดหัวใจ และติดตามผลหลังการรักษา

การตรวจ TEE หัวใจ (Transesophageal Echocardiography) หรือการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านทางหลอดอาหาร

ก่อนเข้ารับการตรวจ ผู้ป่วยควรงดอาหารและเครื่องดื่มตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด แจ้งประวัติสุขภาพ ยาที่รับประทาน ประวัติการแพ้ยา และประวัติโรคหรือการผ่าตัดบริเวณหลอดอาหารให้แพทย์ทราบ พร้อมถอดฟันปลอมหรืออุปกรณ์ในช่องปาก และควรมีผู้ดูแลเดินทางมาด้วยหากแพทย์พิจารณาให้ยาช่วยผ่อนคลาย

ขั้นตอนการตรวจ

กระบวนการตรวจจะใช้เวลาประมาณ 15–30 นาที (รวมเวลาเตรียมตัวและพักสังเกตอาการประมาณ 1–2 ชั่วโมง) ดำเนินการโดยแพทย์และทีมพยาบาลอย่างใกล้ชิด เริ่มจากการวัดสัญญาณชีพ ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ความดัน ระดับออกซิเจน เปิดสายน้ำเกลือ และพ่นยาชาบริเวณลำคอ ซึ่งบางรายอาจได้รับยาระงับความรู้สึกแบบรู้สึกตัวร่วมด้วย

จากนั้นผู้ป่วยจะนอนตะแคงซ้าย ใส่อุปกรณ์ป้องกันการกัดหัวตรวจ แพทย์จะค่อยๆ สอดหัวตรวจผ่านปากเข้าสู่หลอดอาหาร เพื่อประเมินและบันทึกภาพหัวใจจากหลายมุมมอง โดยผู้ป่วยยังคงหายใจได้ตามปกติ เมื่อตรวจเสร็จแพทย์จะนำหัวตรวจออกและให้ผู้ป่วยพักสังเกตอาการก่อนกลับบ้าน

ผู้ป่วยสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ตามปกติ แต่ควรงดน้ำและอาหารจนกว่ายาชาจะหมดฤทธิ์ เพื่อป้องกันการสำลัก โดยเริ่มจากการจิบน้ำก่อน หากไม่สำลักจึงเริ่มรับประทานอาหารได้ และควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะหากได้รับยาผ่อนคลาย

แม้ว่าการตรวจ TEE จะมีความปลอดภัยสูง แต่อาจพบภาวะแทรกซ้อนได้บ้าง เช่น เจ็บคอ บาดเจ็บที่ฟันหรือเหงือก เลือดออกเล็กน้อย หัวใจเต้นผิดจังหวะชั่วคราว หรือปฏิกิริยาจากยาระงับความรู้สึก ส่วนการบาดเจ็บหรือทะลุของหลอดอาหารนั้นพบได้น้อยมาก โดยทั่วไป

หากมีอาการระคายคอเล็กน้อยจะหายได้เองใน 1–2 วัน แต่หากมีอาการผิดปกติรุนแรง เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจลำบาก กลืนลำบากมากขึ้น อาเจียนเป็นเลือด หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย

 

ที่มา : โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล