
ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม สัญญาณเตือน ‘โรคพังผืดในปอด’
เดินขึ้นบันได เดินระยะสั้น หรือทำงานบ้านเล็กน้อย แต่มีอาการเหนื่อยเร็วกว่าที่เคย สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “โรคพังผืดในปอด”
เดินขึ้นบันได เดินระยะสั้น หรือทำงานบ้าน กลับทำให้เหนื่อยเร็วกว่าที่เคย บางคนอาจมีอาการไอแห้งต่อเนื่อง หรือรู้สึกหายใจได้ไม่เต็มที่ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “โรคพังผืดในปอด” หรือ “โรคปอดอินเตอร์สติเชียล” (Interstitial Lung Disease: ILD) เนื่องจากอาการในระยะแรก เช่น ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หรือหายใจไม่อิ่ม อาจคล้ายกับโรคทางเดินหายใจหรือภาวะสุขภาพอื่น ๆ
ข้อมูลจากการศึกษาระดับนานาชาติพบว่า ผู้ป่วยกว่า 40% ใช้เวลานานมากกว่า 1 ปีจึงจะได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง ขณะที่งานวิจัยล่าสุดยังพบว่า การวินิจฉัยโรคที่ล่าช้า อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ตอกย้ำความสำคัญของการสังเกตอาการผิดปกติ และเข้ารับ การประเมินจากแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก
โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อปอดที่มีการอักเสบหรือบาดเจ็บเรื้อรัง จนนำไปสู่การเกิดพังผืด ทำให้ปอดค่อย ๆ แข็ง หนา และสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ผู้ป่วยจึงอาจมีอาการเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง หายใจลำบาก หรือไอเรื้อรัง
รศ.พญ.ไพลิน รัตนวัฒน์กุล ประธานคณะอนุกรรมการโรคปอดอินเตอร์สติเชียล และโรคปอดจาก การประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม (ILD assembly) ภายใต้สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า โรคพังผืดในปอด หรือ ILD เป็นโรคที่ควรได้รับการรู้เท่าทันมากขึ้น เพราะอาการเริ่มต้นอย่างไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หรือหายใจไม่เต็มปอด อาจดูไม่รุนแรง และแยกได้ยากจากโรคปอดอื่น แต่สามารถเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ชั้นอินเตอร์สติเชียลของปอด และกลายเป็นพังผืดได้
โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคหนังแข็ง (Scleroderma) โรครูมาตอยด์ ซึ่งอาจพบร่วมกับโรคปอดอินเตอร์สติเชียลหรือพังผืดปอดได้บ่อยกว่าผู้ป่วยโดยทั่วไป จึงควรสังเกตว่ามีอาการทางระบบหายใจแล้วหรือไม่ หากมีควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม
“โรคปอดอินเตอร์สติเชียลบางรายสามารถรักษาให้หายได้ บางรายรักษาไม่หายแต่คุมอาการให้คงที่ได้ และในบางรายเมื่อกลายเป็นพังผืดถาวรในปอดแล้วอาจมีการดำเนินโรคอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น ปัจจุบันแนวทางการรักษามีความก้าวหน้ามากขึ้น และยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งการใช้ยา
การติดตามอาการ และการดูแลร่วมกันของแพทย์หลายสาขา ซึ่งสามารถช่วยชะลอการดำเนินของโรค ลดผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือไม่ควรรอให้อาการรุนแรง แต่ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติระยะเริ่มต้น”







