
ม.มหิดล ชูนวัตกรรม IR Lab เพิ่มโอกาสรอดชีวิตผู้ป่วยวิกฤต
ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกฯ มหิดล ชูนวัตกรรม IR Lab เพิ่มโอกาสรอดชีวิตผู้ป่วยวิกฤต ควบคู่การบริหารจัดการทรัพยากรทางการแพทย์อย่างยั่งยืนภายใต้หลักการโรงพยาบาลสีเขียว
KEY
POINTS
- ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ม.มหิดล เปิดตัวห้องปฏิบัติการรังสีร่วมรักษา (IR Lab) ที่บูรณาการทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสายสวนหลอดเลือด 4 สาขา (กาย หัวใจ สมอง และหลอดเลือด) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผู้ป่วยโรคซับซ้อนและภาวะวิกฤต
- IR Lab ดำเนินงานแบบรวมศูนย์ภายใต้แนวคิด "โรงพยาบาลสีเขียว" โดยใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ร่วมกัน ทำให้การรักษารวดเร็ว ปลอดภัย และช่วยลดต้นทุนค่ารักษาพยาบาล
- นวัตกรรมดังกล่าวยังเป็นต้นแบบศูนย์กลางการแพทย์เฉพาะทางระดับภูมิภาค และมีแผนขยายบริการเพื่อเพิ่มการเข้าถึงการรักษาให้ประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันตก 8 จังหวัด
ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก้าวสู่มิติใหม่แห่งการรักษาพยาบาลด้วยการบูรณาการห้องปฏิบัติการรังสีร่วมรักษา หรือ IR Lab มุ่งยกระดับการรักษาโรคซับซ้อนด้วยสายสวน พร้อมขับเคลื่อนระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นที่พึ่งพิงอันมั่นคงให้แก่ประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันตก
บูรณาการ 4 สาขา ผสานหัตถการสายสวนรักษาชีวิต
ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัวก้าวสำคัญของห้องปฏิบัติการรังสีร่วมรักษา (Interventional Radiology Lab หรือ IR Lab) โดยการรวมพลังของ "แพทย์สายสวนหลอดเลือด" (Cath Lab Physician) จาก 4 สาขาหลัก
ประกอบด้วย กาย หัวใจ สมอง และหลอดเลือด เพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจต่อความหวังและรักษาชีวิตผู้ป่วยภายใต้โครงสร้างการทำงานเดียวกัน การบูรณาการครั้งนี้นับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะวิกฤตและโรคซับซ้อนที่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างแม่นยำและทันท่วงที
นายแพทย์พิพิธ ปิตุวงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะแพทย์รังสีร่วมรักษา ซึ่งเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการขับเคลื่อน IR Lab เปิดเผยว่า ห้องปฏิบัติการแห่งนี้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นที่พึ่งพิงอันมั่นคงสำหรับผู้ป่วย
โดยเฉพาะกลุ่มโรคที่ต้องใช้ "สายสวน" ซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษในการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคหัวใจ สมอง และหลอดเลือด ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีรังสีร่วมรักษาในการใช้ความร้อนสลายเนื้อร้ายสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง การทำหัตถการเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะความเชี่ยวชาญ ความแม่นยำ และความคล่องตัวรวดเร็วสูงสุดเพื่อยื้อชีวิตผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน
ยุทธศาสตร์ "โรงพยาบาลสีเขียว"
การดำเนินงานของ IR Lab ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก อยู่ภายใต้หลักการ "โรงพยาบาลสีเขียว" (Green Hospital) ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ร่วมกันอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด รูปแบบการดำเนินงานเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างทีมแพทย์ พยาบาล และนักรังสีเทคนิค ตลอดจนการแบ่งปันเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง และห้องปฏิบัติการในการวินิจฉัยและรักษาด้วยการทำหัตถการให้อยู่ภายในพื้นที่เดียวกันทั้งหมด
โครงสร้างการทำงานแบบรวมศูนย์นี้นอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาที่รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้นแล้ว ยังส่งผลสำคัญในการช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของประชาชน และลดภาระงบประมาณในการดูแลรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทางที่มีราคาสูง ซึ่งหากใช้วิธีการพัฒนาแยกส่วนตามแต่ละแผนกจะทำให้เกิดต้นทุนที่สูงเกินความจำเป็น การบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้แก่ระบบสาธารณสุขในระยะยาว
ต่อยอดสู่ศูนย์กลางการศึกษาวิจัยระดับภูมิภาค
ด้วยศักยภาพและความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกจึงได้รับความไว้วางใจให้เป็น "ต้นแบบ" ศูนย์กลางแพทย์เฉพาะทางแห่งภูมิภาค ที่ผ่านมามีทีมแพทย์และคณะศึกษาดูงานจากต่างประเทศเดินทางเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง
อาทิ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สหพันธรัฐมาเลเซีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะเทคโนโลยี "การใช้รังสีร่วมรักษาโรคต่อมไทรอยด์" ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากแพทย์ต่างชาติ จนนำไปสู่การขยายความร่วมมือในการต่อยอดทางการศึกษาและการวิจัยทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและระดับคลินิกอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกอยู่ระหว่างการก่อสร้าง "อาคารกาญจนาประชาพัฒน์" ซึ่งเป็นอาคารใหม่ที่จะเชื่อมต่อกับอาคารหลักเดิม โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายใน 3 ปีข้างหน้า การขยายพื้นที่และพัฒนาระบบการให้บริการของ IR Lab ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในเขตสุขภาพที่ 5 ของประเทศไทย
ครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ สามารถเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อนและภาวะวิกฤตได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดความสูญเสียที่ไม่คาดฝันจากข้อจำกัดเรื่องการเดินทางและความล่าช้าในการรักษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ







