thansettakij
thansettakij
วิกฤตปลูกถ่ายอวัยวะไทย ผู้ป่วยรอเฉียดหมื่น แต่บริจาคจริงไม่ถึง 3%

วิกฤตปลูกถ่ายอวัยวะไทย ผู้ป่วยรอเฉียดหมื่น แต่บริจาคจริงไม่ถึง 3%

29 ก.ค. 69 | 04:23 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ก.ค. 69 | 04:24 น.

สภากาชาดไทยเผย ยอดผู้ป่วยรอปลูกถ่ายอวัยวะในไทยพุ่งสูงกว่า 8,115 ราย ขณะผู้บริจาคจริงและผู้แสดงความจำนงยังมีไม่ถึง 3% ส่งผลผู้ป่วยเสียชีวิตเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3 ราย

KEY

POINTS

  • ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนอวัยวะ โดยมีผู้ป่วยรอรับการปลูกถ่ายเกือบหนึ่งหมื่นคน แต่มีผู้แสดงความจำนงบริจาคคิดเป็นสัดส่วนเพียง 2.7% ของประชากร
  • ความไม่สมดุลระหว่างความต้องการและจำนวนอวัยวะที่ได้รับบริจาค ส่งผลให้มีผู้ป่วยเสียชีวิตระหว่างรอคอยสูงถึง 209 คนในปี 2568 หรือเฉลี่ยมากกว่า 3 คนต่อสัปดาห์
  • นอกจากการขาดแคลนผู้บริจาคแล้ว การปลูกถ่ายอวัยวะยังมีข้อจำกัดด้านเวลาที่จำกัดในการเก็บรักษาอวัยวะนอกร่างกาย ซึ่งต้องอาศัยระบบการประสานงานและขนส่งที่รวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์การปลูกถ่ายอวัยวะในประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤตอย่างหนัก เมื่อสถิติความต้องการอวัยวะเพื่อนำมารักษาชีวิตผู้ป่วยยังคงทิ้งห่างจากจำนวนอวัยวะที่ได้รับการบริจาคจริงอย่างมหาศาล แม้ระบบการแพทย์และเครือข่ายความร่วมมือระดับประเทศจะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อจำกัดด้านเวลา และปริมาณผู้บริจาคยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องเสียชีวิตลงระหว่างการรอคอย

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย เผยมีผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิตจากภาวะสมองตาย 545 ราย

สัดส่วนผู้บริจาคอวัยวะเพียง 2.7%

ความเหลื่อมล้ำระหว่างอุปสงค์และอุปทานในระบบการรับบริจาคอวัยวะของประเทศไทย สะท้อนผ่านตัวเลขทางสถิติอย่างชัดเจน ข้อมูลจากศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิตจากภาวะสมองตาย (deceased donor) เพียง 545 ราย

ขณะที่จำนวนผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะสะสม (Donor card) มีอยู่น้อยนิดเพียง 1,920,083 คน ซึ่งเมื่อคำนวณเปรียบเทียบกับสัดส่วนประชากรทั้งประเทศแล้ว คิดเป็นเพียง 2.7% เท่านั้น ตัวเลขผู้บริจาคที่ต่ำดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของผู้ป่วยที่เฝ้ารอคอย

โดยในปี 2568 มีบันทึกตัวเลขผู้ป่วยที่ต้องเสียชีวิตระหว่างรอคอยอวัยวะ (Death on list) สูงถึง 209 คน ซึ่งหมายความว่าในทุกๆ สัปดาห์ จะมีผู้ป่วยเสียชีวิตเฉลี่ยมากกว่า 3 คนเนื่องจากได้รับอวัยวะไม่ทันเวลา ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 ยอดผู้ป่วยที่ลงทะเบียนรอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ (Waiting list) รวมสะสมพุ่งสูงถึง 8,115 คน ข้อมูลเชิงประมวลผลนี้ชี้ให้เห็นว่าภาวะการขาดแคลนอวัยวะเข้าสู่ขั้นวิกฤตอย่างแท้จริง

ความสำเร็จของการปลูกถ่ายอวัยวะต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและไร้รอยต่อตลอด 24 ชั่วโมง

ผสานขนส่งแบบไร้รอยต่อ 24 ชม.

นอกเหนือจากปัญหาจำนวนอวัยวะไม่เพียงพอแล้ว ปัจจัยทางชีววิทยาเรื่อง "เวลาการเก็บรักษาอวัยวะนอกร่างกาย" ถือเป็นข้อจำกัดทางกายภาพที่ทำให้ภารกิจนี้มีความซับซ้อนและกดดันสูงสุด โดยอวัยวะแต่ละชนิดมีกรอบเวลาจำกัดในการนำไปปลูกถ่าย ได้แก่

หัวใจและปอด: สามารถเก็บรักษานอกร่างกายได้เพียง 4–6 ชั่วโมงเท่านั้น

ตับ: มีเวลาเก็บรักษาได้ประมาณ 8–12 ชั่วโมง

ไต: สามารถเก็บรักษาได้นานกว่าอวัยวะอื่น แต่ต้องได้รับการปลูกถ่ายภายในระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อผลลัพธ์ทางการรักษาที่ดี

ด้วยเงื่อนไขของเวลาที่จำกัด ความสำเร็จของการปลูกถ่ายอวัยวะจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของทีมแพทย์ผ่าตัดเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยระบบสาธารณสุขและการประสานงานที่รวดเร็วรอบด้าน เริ่มตั้งแต่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ทีมประสานงาน โรงพยาบาลต้นทางที่พบผู้บริจาค โรงพยาบาลปลายทาง ตลอดจนระบบขนส่งภาคพื้นดินอย่างรถพยาบาล และการขนส่งทางอากาศยานเพื่อเคลื่อนย้ายอวัยวะข้ามจังหวัด ซึ่งทุกจุดเชื่อมโยงต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและไร้รอยต่อตลอด 24 ชั่วโมง

แจ้งความจำนงบริจาคอวัยวะกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย สายด่วน 1666

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย สายด่วน 1666

ในเชิงการแพทย์ ผู้บริจาคอวัยวะที่มีภาวะสมองตายเพียง 1 ราย สามารถสร้างโอกาสและมอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ป่วยรายอื่นได้มากถึง 5–6 คน ผ่านการบริจาคหัวใจ ปอด ตับ ไต หรือกระจกตา ซึ่งผู้ป่วยที่ได้รับอวัยวะเหล่านี้สามารถกลับมาใช้ชีวิต ทำงาน และอยู่กับครอบครัวต่อเนื่องได้ยาวนานนับสิบปี

ทั้งนี้ ช่องทางการมีส่วนร่วมและเพิ่มสถิติการบริจาคทำได้ผ่านการแจ้งความจำนงบริจาคอวัยวะกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย สายด่วน 1666 รวมถึงการสื่อสารเจตนารมณ์ให้ครอบครัวได้รับทราบ นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนเชิงระบบผ่านภาคเอกชน

เช่น สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่สามารถใช้คะแนน KTC FOREVER ทุก 1,000 คะแนน แทนเงินบริจาค 100 บาท หรือบริจาคตรงผ่านบัตรเครดิต เพื่อนำงบประมาณไปจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ พัฒนาศักยภาพโรงพยาบาล และขับเคลื่อนระบบการส่งต่อชีวิตให้สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน