
MEDEZE จับมือจุฬาฯ พัฒนา Recombinant Protein วางรากฐานไบโอเทคไทย สู่ ATMP Hub
MEDEZE ร่วมมือกับจุฬาฯ สร้างความมั่นคงไบโอเทค ผลิต "โปรตีนรีคอมบิแนนท์" ต้นน้ำการแพทย์ครั้งแรกในไทย พร้อมดันสู่ ATMP Hub ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพให้คนไทยเข้าถึงการรักษาคุณภาพในอนาคต
KEY
POINTS
- บริษัท เมดีซ กรุ๊ป ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโปรตีนรีคอมบิแนนท์ (Recombinant Protein) เพื่อสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีชีวภาพและลดการพึ่งพาการนำเข้า
- เทคโนโลยีดังกล่าวถือเป็นเทคโนโลยีต้นน้ำที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูง (ATMP) เช่น การผลิตวัคซีนและน้ำยาเลี้ยงเซลล์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ 70-80%
- ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMP Hub) ในภูมิภาคอาเซียน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) ของประเทศ
- ปัจจุบันโครงการได้พัฒนาต้นแบบสำเร็จแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี
ท่ามกลางการแข่งขันในอุตสาหกรรมการแพทย์ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีชีวภาพถือว่ามีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก และประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech Sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสำคัญจากต่างประเทศ
ล่าสุด บริษัท เมดีซ กรุ๊ป (MEDEZE Group) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโปรตีนรีคอมบิแนนท์ (Recombinant Protein Technology Transfer Ceremony) อีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาขีดความสามารถ ด้านเทคโนโลยีชีวภาพต้นน้ำของประเทศ และการต่อยอดงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์ในระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ในอนาคต
นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย กล่าวว่า ประเทศไทยไม่เคยพัฒนาโปรตีนรีคอมบิแนนท์หรับควบคุมต้นน้ำของอุตสาหกรรมไบโอเทคมาก่อน ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นความพยายามครั้งแรก ในการผลักดันการสังเคราะห์โปรตีนสู่เชิงพาณิชย์ภายในประเทศ เพื่อให้สามารถควบคุมต้นน้ำของอุตสาหกรรม และดัดแปลงโปรตีนให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ตามต้องการ
โดยปัจจุบันนโยบายภาครัฐและแนวโน้มของโลก มุ่งไปสู่เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการผลิตวัคซีน เช่น วัคซีนงูสวัด, วัคซีนไข้เลือดออก ที่ส่วนใหญ่ต้องพัฒนาจากการสังเคราะห์โปรตีนหรือ Recombinant Protein ขณะเดียวกันการเพาะเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสเต็มเซลล์ ก็จำเป็นต้องอาศัยโปรตีนสังเคราะห์เป็นส่วนประกอบสำคัญของน้ำยาเลี้ยงเซลล์ เพื่อช่วยให้เซลล์เจริญเติบโตและให้ผลการรักษาที่ดีที่สุด
“น้ำยาเลี้ยงเซลล์หนึ่งชนิดต้องใช้โปรตีนมากกว่า 20 ชนิด ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องนำเข้าจากเยอรมนี ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เกือบทั้งหมด หากประเทศไทยต้องการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เราต้องควบคุมจุด Genesis หรือต้นน้ำให้ได้ เพื่อควบคุมอุตสาหกรรมนี้ทั้งหมดในอนาคตและสร้างความมั่นคงทางชีวภาพ”
ดังนั้น โปรตีนที่พัฒนาในโครงการนี้ถือเป็นจุด Genesis หรือจุดเริ่มต้นของกระบวนการ หากไม่สามารถควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนได้ จะไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน ATMP ในระดับเอเชียได้
นพ.วีรพล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้คือ Know-how ในการสังเคราะห์โปรตีนตามคุณสมบัติที่ต้องการ เพื่อนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และขยายกำลังการผลิต เพราะปัจจุบันนักวิจัยไทยจำนวนมากยังต้องสั่งซื้อโปรตีนจากต่างประเทศ
ขณะที่องค์ความรู้หรือสายพันธุกรรมที่คิดค้นขึ้นได้เองในบางครั้งกลับถูกต่างชาตินำไปต่อยอดและจดสิทธิบัตร การผลิตได้เองในประเทศจึงสำคัญ ช่วยลดต้นทุนในระดับการทดลองได้ประมาณ 50% และหากขยายสู่ระดับการผลิตเชิงอุตสาหกรรมจะสามารถลดต้นทุนได้ถึง 70-80%
สำหรับแผนการพัฒนาในระยะเริ่มต้นจะมาจากโปรตีน Interleukin-2 หรือ IL-2 ที่มักถูกใช้จำนวนมากและมีข้อมูลด้านคุณลักษณะการใช้งานครบถ้วน เมื่อสามารถพัฒนามาตรฐานและมีระบบการผลิตปลอดเชื้อตามมาตรฐาน GMP ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้แล้ว จะขยายการผลิตไปสู่โปรตีนชนิดอื่น
นพ.วีรพล กล่าวว่า รัฐบาลได้สนับสนุนให้เมดีซดำเนิน Sandbox ด้าน ATMP และมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ATMP Hub หรือศูนย์กลางผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าสูงและสามารถดึงเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศได้ หากประเทศไทยสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเทียบเท่าต่างประเทศในต้นทุนที่ต่ำกว่า และมีบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ จะช่วยสนับสนุน Medical Tourism และขับเคลื่อน Health Economy ของประเทศ ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้นและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
“แม้ในปีนี้อาจจะยังไม่เห็นรายได้จากโครงการดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันสามารถพัฒนาต้นแบบการสังเคราะห์โปรตีนระดับพาณิชย์ได้แล้ว และอยู่ระหว่างการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสู่เมดีซเพื่อขยายกำลังการผลิต และการดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบอาจใช้เวลาอีกประมาณ 3 ปี”
นอกจากนี้ ภายในต้นปี 2570 บริษัทมีแผนนำระบบหุ่นยนต์มาใช้ในระดับ Large Scale ซึ่งจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ ATMP สำหรับคนไทยมีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น และในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน ATMP ในภูมิภาคอาเซียนตามเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุข
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.อลิสา วังใน คณะศูนย์เชี่ยวชาญด้านตัวเร่งชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพยั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากความต้องการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสร้าง Recombinant Protein สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศไทย ร่วมทั้งการพัฒนาศักยภาพและความเป็นไปได้ด้านเทคโนโลยีของประเทศ
“ฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เคยนำออกมาใช้ในเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมการแพทย์ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่นำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาต่อยอดจนเกิดผลสำเร็จในปัจจุบัน”
ทั้งนี้ ต้นแบบที่พัฒนาขึ้นในมหาวิทยาลัยเป็นการผลิตในขนาดเล็กเพื่อพิสูจน์ว่าโปรตีนมีความบริสุทธิ์และสามารถทำงานได้จริง ขั้นตอนต่อไปคือการขยายกำลังการผลิตโดยภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้ปริมาณมากเพียงพอสำหรับผู้บริโภคในต้นทุนที่ต่ำกว่าต่างประเทศ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในภูมิภาค เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น







