thansettakij
thansettakij
MEDEZE จับมือจุฬาฯ พัฒนา Recombinant Protein วางรากฐานไบโอเทคไทย สู่ ATMP Hub

MEDEZE จับมือจุฬาฯ พัฒนา Recombinant Protein วางรากฐานไบโอเทคไทย สู่ ATMP Hub

21 ก.ค. 69 | 03:36 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ก.ค. 69 | 03:48 น.

MEDEZE ร่วมมือกับจุฬาฯ สร้างความมั่นคงไบโอเทค ผลิต "โปรตีนรีคอมบิแนนท์" ต้นน้ำการแพทย์ครั้งแรกในไทย พร้อมดันสู่ ATMP Hub ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพให้คนไทยเข้าถึงการรักษาคุณภาพในอนาคต

KEY

POINTS

  • บริษัท เมดีซ กรุ๊ป ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโปรตีนรีคอมบิแนนท์ (Recombinant Protein) เพื่อสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีชีวภาพและลดการพึ่งพาการนำเข้า
  • เทคโนโลยีดังกล่าวถือเป็นเทคโนโลยีต้นน้ำที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูง (ATMP) เช่น การผลิตวัคซีนและน้ำยาเลี้ยงเซลล์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ 70-80%
  • ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMP Hub) ในภูมิภาคอาเซียน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) ของประเทศ
  • ปัจจุบันโครงการได้พัฒนาต้นแบบสำเร็จแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี

ท่ามกลางการแข่งขันในอุตสาหกรรมการแพทย์ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีชีวภาพถือว่ามีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก และประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech Sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสำคัญจากต่างประเทศ

ผู้บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป (MEDEZE Group) และคณะอาจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ล่าสุด บริษัท เมดีซ กรุ๊ป (MEDEZE Group) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโปรตีนรีคอมบิแนนท์ (Recombinant Protein Technology Transfer Ceremony) อีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาขีดความสามารถ ด้านเทคโนโลยีชีวภาพต้นน้ำของประเทศ และการต่อยอดงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์ในระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ในอนาคต

นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย กล่าวว่า ประเทศไทยไม่เคยพัฒนาโปรตีนรีคอมบิแนนท์หรับควบคุมต้นน้ำของอุตสาหกรรมไบโอเทคมาก่อน ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นความพยายามครั้งแรก ในการผลักดันการสังเคราะห์โปรตีนสู่เชิงพาณิชย์ภายในประเทศ เพื่อให้สามารถควบคุมต้นน้ำของอุตสาหกรรม และดัดแปลงโปรตีนให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ตามต้องการ 

โดยปัจจุบันนโยบายภาครัฐและแนวโน้มของโลก มุ่งไปสู่เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการผลิตวัคซีน เช่น วัคซีนงูสวัด, วัคซีนไข้เลือดออก ที่ส่วนใหญ่ต้องพัฒนาจากการสังเคราะห์โปรตีนหรือ Recombinant Protein ขณะเดียวกันการเพาะเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสเต็มเซลล์ ก็จำเป็นต้องอาศัยโปรตีนสังเคราะห์เป็นส่วนประกอบสำคัญของน้ำยาเลี้ยงเซลล์ เพื่อช่วยให้เซลล์เจริญเติบโตและให้ผลการรักษาที่ดีที่สุด 

นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย

“น้ำยาเลี้ยงเซลล์หนึ่งชนิดต้องใช้โปรตีนมากกว่า 20 ชนิด ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องนำเข้าจากเยอรมนี ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เกือบทั้งหมด หากประเทศไทยต้องการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เราต้องควบคุมจุด Genesis หรือต้นน้ำให้ได้ เพื่อควบคุมอุตสาหกรรมนี้ทั้งหมดในอนาคตและสร้างความมั่นคงทางชีวภาพ” 

ดังนั้น โปรตีนที่พัฒนาในโครงการนี้ถือเป็นจุด Genesis หรือจุดเริ่มต้นของกระบวนการ หากไม่สามารถควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนได้ จะไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน ATMP ในระดับเอเชียได้

นพ.วีรพล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้คือ Know-how ในการสังเคราะห์โปรตีนตามคุณสมบัติที่ต้องการ เพื่อนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และขยายกำลังการผลิต เพราะปัจจุบันนักวิจัยไทยจำนวนมากยังต้องสั่งซื้อโปรตีนจากต่างประเทศ  

ขณะที่องค์ความรู้หรือสายพันธุกรรมที่คิดค้นขึ้นได้เองในบางครั้งกลับถูกต่างชาตินำไปต่อยอดและจดสิทธิบัตร การผลิตได้เองในประเทศจึงสำคัญ ช่วยลดต้นทุนในระดับการทดลองได้ประมาณ 50% และหากขยายสู่ระดับการผลิตเชิงอุตสาหกรรมจะสามารถลดต้นทุนได้ถึง 70-80% 

สำหรับแผนการพัฒนาในระยะเริ่มต้นจะมาจากโปรตีน Interleukin-2 หรือ IL-2 ที่มักถูกใช้จำนวนมากและมีข้อมูลด้านคุณลักษณะการใช้งานครบถ้วน เมื่อสามารถพัฒนามาตรฐานและมีระบบการผลิตปลอดเชื้อตามมาตรฐาน GMP ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้แล้ว จะขยายการผลิตไปสู่โปรตีนชนิดอื่น

นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย และ ศาสตราจารย์ ดร.อลิสา วังใน คณะศูนย์เชี่ยวชาญด้านตัวเร่งชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพยั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นพ.วีรพล กล่าวว่า รัฐบาลได้สนับสนุนให้เมดีซดำเนิน Sandbox ด้าน ATMP และมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ATMP Hub หรือศูนย์กลางผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าสูงและสามารถดึงเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศได้ หากประเทศไทยสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเทียบเท่าต่างประเทศในต้นทุนที่ต่ำกว่า และมีบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ จะช่วยสนับสนุน Medical Tourism และขับเคลื่อน Health Economy ของประเทศ ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้นและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ 

“แม้ในปีนี้อาจจะยังไม่เห็นรายได้จากโครงการดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันสามารถพัฒนาต้นแบบการสังเคราะห์โปรตีนระดับพาณิชย์ได้แล้ว และอยู่ระหว่างการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสู่เมดีซเพื่อขยายกำลังการผลิต และการดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบอาจใช้เวลาอีกประมาณ 3 ปี” 

นอกจากนี้ ภายในต้นปี 2570 บริษัทมีแผนนำระบบหุ่นยนต์มาใช้ในระดับ Large Scale ซึ่งจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ ATMP สำหรับคนไทยมีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น และในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน ATMP ในภูมิภาคอาเซียนตามเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุข

ศาสตราจารย์ ดร.อลิสา วังใน คณะศูนย์เชี่ยวชาญด้านตัวเร่งชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพยั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.อลิสา วังใน คณะศูนย์เชี่ยวชาญด้านตัวเร่งชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพยั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากความต้องการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสร้าง Recombinant Protein สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศไทย ร่วมทั้งการพัฒนาศักยภาพและความเป็นไปได้ด้านเทคโนโลยีของประเทศ 

“ฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เคยนำออกมาใช้ในเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมการแพทย์ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่นำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาต่อยอดจนเกิดผลสำเร็จในปัจจุบัน” 

ทั้งนี้ ต้นแบบที่พัฒนาขึ้นในมหาวิทยาลัยเป็นการผลิตในขนาดเล็กเพื่อพิสูจน์ว่าโปรตีนมีความบริสุทธิ์และสามารถทำงานได้จริง ขั้นตอนต่อไปคือการขยายกำลังการผลิตโดยภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้ปริมาณมากเพียงพอสำหรับผู้บริโภคในต้นทุนที่ต่ำกว่าต่างประเทศ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในภูมิภาค เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น