
กรมควบคุมโรค เฝ้าระวังคุมเข้ม โรคมาลาเรีย หลังพบผู้ป่วยสะสมกว่า 5.1 พันราย
กรมควบคุมโรค เปิดตัวเลขผู้ป่วยไข้มาลาเรียครึ่งปีแรก พบกลุ่มวัยทำงานพื้นที่ จ.ตาก กาญจนบุรี แม่ฮ่องสอน ป่วยสูงสุด สั่งเดินหน้ามาตรการเข้ม '1-3-7' ค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก ย้ำยุงก้นปล่องกัดหากรักษาช้าเสี่ยงถึงชีวิต
KEY
POINTS
- สถานการณ์ไข้มาลาเรียในไทยตั้งแต่ต้นปี 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5,126 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย
- ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานในพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตก เช่น ตาก กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์
- กรมควบคุมโรคได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่ใช้มาตรการ 1-3-7 (รายงานใน 1 วัน, สอบสวนใน 3 วัน, ควบคุมใน 7 วัน) เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด
10 มิถุนายน 2569 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า โรคไข้มาลาเรีย เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัวในกลุ่มพลาสโมเดียม โดยมี ยุงก้นปล่องเพศเมีย เป็นพาหะนำโรค หลังถูกกัดผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอาจมีไข้เป็นระยะ หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว
ครึ่งปี 69 พบป่วยไข้มาลาเรียสะสมกว่า 5.1 พันราย ดับ 1 ราย ยังไม่มีการล็อกดาวน์พื้นที่ใด
ข้อมูลจากระบบมาลาเรียออนไลน์ กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 10 มิถุนายน 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรียสะสม 5,126 ราย เสียชีวิต 1 ราย พบมากในกลุ่มวัยทำงาน ช่วงอายุ 25 – 44 ปี อาชีพเกษตรกรรม
ชนิดเชื้อที่พบส่วนใหญ่ คือ Plasmodium vivax ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตก ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง ชุมพร แม่ฮ่องสอน ราชบุรี และเพชรบุรี โดยพบได้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ ทั้งนี้ยังไม่มีการล็อกดาวน์ (Lockdown) พื้นที่ใดในประเทศตามที่มีข่าวก่อนหน้านี้
วิธีป้องกันโรคไข้มาลาเรีย
ด้านนายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคไข้มาลาเรียมียารักษาเฉพาะ และสามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว สำหรับการป้องกันโรคไข้มาลาเรีย ประชาชนควรป้องกันตนเองจากการถูกยุงกัด ดังนี้
1. สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เมื่อต้องเข้าพื้นที่ป่าเขาหรือพื้นที่เสี่ยง
2. ทายากันยุงบริเวณผิวหนังที่อยู่นอกร่มผ้า
3. นอนในมุ้ง หรือมุ้งชุบสารเคมีทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อต้องพักค้างคืนในพื้นที่เสี่ยง
4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มียุงชุกชุมในช่วงพลบค่ำจนถึงรุ่งเช้า
5. ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการควบคุมและป้องกันโรค
ทั้งนี้ หากเดินทางกลับจากพื้นที่ป่าหรือพื้นที่เสี่ยงแล้วมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคไข้มาลาเรีย
ควบคุมโรคตามมาตรการ 1-3-7
นอกจากนี้กรมควบคุมโรคได้กำชับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ดำเนินการเฝ้าระวัง ค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกและควบคุมโรคตามมาตรการ 1-3-7 คือ รายงานผู้ป่วยภายใน 1 วัน สอบสวนโรคภายใน 3 วัน และควบคุมโรคภายใน 7 วัน หลังพบผู้ป่วยในพื้นที่ อย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคในชุมชน
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ขอความร่วมมือประชาชนที่อาศัย หรือเข้าไปในแหล่งแพร่เชื้อมาลาเรียป้องกันตนเองจากการถูกยุงกัด สังเกตอาการผิดปกติ และเข้ารับการรักษาโดยเร็วเมื่อมีอาการสงสัย เพื่อร่วมกันลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยและป้องกันการแพร่กระจายของโรค






