
ส่องโมเดลปั้น 'น้ำพุร้อนสันกำแพง' เชียงใหม่ สู่ ต้นแบบเวลเนสน้ำพุร้อนแห่งชาติแห่งแรกของไทย
เจาะลึกเบื้องหลัง MOU สธ. ปั้น น้ำพุร้อนสันกำแพง จ.เชียงใหม่ สู่ การเป็นต้นแบบเวลเนสน้ำพุร้อนแห่งชาติแห่งแรกของไทย ชูจุดแข็งอุณหภูมิสูงที่สุดในภาคเหนือ 105 องศาเซลเซียส ผสานอัตลักษณ์นวดไทย-สมุนไพรไทย ชิงเค้กตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับสากล
KEY
POINTS
- ความร่วมมือระหว่าง 3 องค์กรภาครัฐ เพื่อยกระดับน้ำพุร้อนสันกำแพงสู่การเป็น "ต้นแบบเวลเนสน้ำพุร้อนแห่งชาติ" แห่งแรกของไทย
- โครงการพัฒนาแบ่งออกเป็น 3 ระยะ เริ่มปี 2569 โดยจะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สร้างอาคารและบ่อน้ำพุร้อนที่ทันสมัย และพัฒนาพื้นที่โดยรอบ
- มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากน้ำแร่และสมุนไพรท้องถิ่นภายใต้แบรนด์ "SANN by GPO" ควบคู่กับการอบรมทักษะนวดไทยเพื่อสร้างอาชีพให้คนในชุมชน
- เป้าหมายระยะยาวคือการสร้างแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพแห่งเอเชีย
ในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ หรือ MOU ระหว่าง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ประธานอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำพุร้อนสันกำแพงฯ กับ ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เพื่อยกระดับกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อ.แม่ออน ตามพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ ให้เป็น "ต้นแบบเวลเนสน้ำพุร้อนแห่งชาติ" ของไทย 2 ฉบับ สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ประเทศในการสร้างต้นแบบเพื่อเป็น แลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สู่ การเป็นศูนย์กลางน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพแห่งเอเชีย (Asian Wellness Naphu Ron Hub)
จากข้อมูลกองเวลเนส กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรน้ำพุร้อนกระจายอยู่กว่า 100-118 แห่งทั่วประเทศซึ่งถือเป็นศักยภาพที่โดดเด่นของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีจุดแข็งที่สำคัญ คือ อัตลักษณ์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในมิติต่าง ๆ อาทิ อาหารไทย สมุนไพรไทย และหัตถการไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
อย่างไรก็ดี การจะพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนในตลาดโลกนั้นต้องมีมาตรฐานกลางที่ชัดเจนมารองรับ รวมถึงหลักฐานเชิงคลินิกที่ยืนยันผลลัพธ์ด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันการบูรณาการองค์ความรู้ไทยเข้าสู่การบริการยังไม่เป็นระบบเต็มศักยภาพส่งผลให้โอกาสในการแข่งขันในระดับสากลของไทยยังมีข้อจำกัด
ดังนั้น การจัดทำมาตรฐานแหล่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพจึงมีความจำเป็น เป็นที่มาของการนำร่องพัฒนามาตรฐาน "น้ำพุร้อนสันกำแพง" ให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ตั้งเป้าจะสามารถผลักดันให้ "น้ำพุร้อนสันกำแพง" จ.เชียงใหม่ ได้รับมาตรฐานผ่านเกณฑ์การประเมินแหล่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพ (Thai Wellness Destination: Namplu Ron) ภายในเดือนมิถุนายนนี้
การพัฒนานี้ยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจเวลเนสของไทยที่มีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ในปี ค.ศ. 2023 โดยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสร้างรายได้กว่า 419,000 ล้านบาท และตลาดเวลเนสไทยเติบโต 28.4% ในปีเดียว มีมูลค่ารวมกว่า 40.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (C9 Hotelworks, 2025; Spa Business, 2025)
ทำไม ต้องเป็น น้ำพุร้อนสันกำแพง จ.เชียงใหม่
ตอนหนึ่งก่อนการลงนามดังกล่าว พล.อ.เฉลิมชัย องคมนตรี กล่าวย้อนที่มาของการพัฒนาน้ำพุร้อนสันกำแพง จ.เชียงใหม่ ให้ผู้เข้าร่วมในพิธีลงนามฯ ได้เข้าใจมากขึ้นว่า สืบเนื่องจากน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จลงพื้นที่ภาคเหนือทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของราษฎรภาคเหนือที่เผชิญกับปัญหาความยากจน ได้พระราชทานความช่วยเหลือ อยากให้มีที่อยู่ที่ทำกินเป็นของตัวเองในรูปแบบหมู่บ้านสหกรณ์ในปัจจุบัน
ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง "โครงการหมู่บ้านสหกรณ์" ขึ้นในปี พ.ศ.2520 โดยความร่วมมือระหว่าง กระทรวงมหาดไทย (สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมป่าไม้) โดยร่วมกันพิจารณาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม (ปัจจุบัน คือ พื้นที่ใน อ.สันกำแพง) กว่า 22,000 ไร่ มาจัดสรรให้ครอบครัวราษฎรประมาณ 385 ครอบครัว โดยจัดสรรที่อยู่อาศัยให้รายละ 200 ตารางวาและที่ดินทำกินอีกประมาณ 5-7 ไร่ โครงการฯได้ขยายรูปแบบมาเป็นหมู่บ้านสหกรณ์ในปัจจุบัน จัดสรรเป็นที่อยู่อาศัยรวมกว่า 3,000 ไร่
ในช่วงปี พ.ศ.2520 ระหว่างการพัฒนาพื้นที่ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศเผชิญกับวิกฤตการณ์พลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เข้ามาสำรวจแหล่งพลังงานใต้ดินและขุดเจาะในพื้นที่ต่าง ๆ ในภาคเหนือ รวมถึงพื้นที่ของหมู่บ้านสหกรณ์ด้วย ได้พบ น้ำพุร้อนพุ่งสูงกว่า 15 เมตรและมีความร้อนสูงถึง 105 องศาเซลเซียส ถือเป็นอุณหภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ จากความร้อนดังกล่าวไม่สามารถที่จะไปผลิตไฟฟ้าได้เนื่องจากต้นทุนสูงจึงปล่อยทิ้งไว้
ต่อมาคณะกรรมการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพงได้ร่วมกันพิจารณาทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว กันพื้นที่ไว้ประมาณ 75 ไร่เป็นพื้นที่บ่อน้ำพุร้อนในปัจจุบัน ประธานคณะกรรมการฯได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ หมู่บ้านสหกรณ์ และ บริเวณน้ำพุร้อน มีการบริหารร่วมกัน และได้เริ่มทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยคนในหมู่บ้านจนถึงปัจจุบัน
จากบริบทในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีความสำคัญมากขึ้น หลังจากได้มีการหารือกันระหว่างคณะอนุกรรมการฯ จึงเป็นที่มาของการปรับปรุงน้ำพุร้อนสันกำแพงต้นแบบอย่างยั่งยืน ได้รับความร่วมมือของทุกกระทรวงในการสนับสนุนโดยได้เริ่มต้นได้ประมาณ 2 ปี โดยเบื้องต้นประธานฯได้ทำหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินโครงการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นมาตรฐานและเป็นต้นแบบความยั่งยืนเพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีและความอยู่ดีมีสุขของราษฎรในพื้นที่ โดยคณะทำงานได้กำหนดกรอบการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย
ระยะที่ 1 (ปี พ.ศ.2569 - 2570) มุ่งเน้นการรื้อถอน ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบสาธารณูปโภคภายในพื้นที่ พร้อมทั้งเริ่มสร้างอาชีพให้กับประชาชนในหมู่บ้านสหกรณ์ควบคู่กันไป หมายรวมถึง การทำเอ็มโอยูทั้งสองฉบับดังกล่าวข้าวต้น
ระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2570 - 2571 เป็นต้นไป จะเป็นการก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เช่น อาคารสถาปัตยกรรมและบ่อน้ำพุร้อนที่ทันสมัย
ระยะที่ 3 จะเน้นการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนทั้ง 8 หมู่บ้าน รวมถึงพื้นที่รอบนอก เป็นต้น
ในส่วนของกรมการแพทย์แผนไทยฯ กระทรวงสาธารณสุข จะมีการเข้าไปพัฒนาอบรมบุคลากรในพื้นที่ภายใต้หลักสูตร "นวดไทยโพธิ์–ล้านนา" รวม 450 ชั่วโมง ให้มีทักษะอาชีพขั้นสูงสามารถสร้างรายได้จากทรัพยากรในท้องถิ่นตนเอง ขณะที่ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์และนวัตกรรมโดยมุ่งเน้นการวิจัยน้ำแร่และสมุนไพรท้องถิ่น พัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพภายใต้แบรนด์ "SANN by GPO" (Natural Mineral Therapy) และน้ำแร่ดื่มเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ มีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน 2569 นี้







