thansettakij
thansettakij
รมว.สธ. รับเงินบำรุง รพ.ลดลงจริงแต่ไม่กระทบการรักษา จับตากลุ่ม 'วิกฤตสูงสุด' ใกล้ชิด

รมว.สธ. รับเงินบำรุง รพ.ลดลงจริงแต่ไม่กระทบการรักษา จับตากลุ่ม 'วิกฤตสูงสุด' ใกล้ชิด

23 เม.ย. 69 | 08:00 น.
อัปเดตล่าสุด :23 เม.ย. 69 | 08:18 น.

'พัฒนา' รมว.สธ. แจงปมสถานการณ์เงินบำรุง รพ. สังกัด สธ.ไตรมาส 2/69 เหลือ 2.78 หมื่นล้านบาท ชี้เป็นเรื่องกระแสเงินสดขึ้น-ลงตามยอดชำระกองทุน มั่นใจประชาชนได้รับบริการรักษาพยาบาลตามปกติ

KEY

POINTS

  • รมว.สาธารณสุขยอมรับว่าเงินบำรุงโรงพยาบาลในสังกัด สป.สธ. มีแนวโน้มลดลงจริง โดยไตรมาส 2 ปี 2569 ลดลงกว่า 1.86 หมื่นล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
  • ยืนยันว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการรักษาพยาบาลและการให้บริการประชาชน โดยผู้บริหารกระทรวงฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • มีการจับตาและจะเข้าไปดูแลกลุ่มโรงพยาบาลที่ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินรุนแรง หรือ "กลุ่มตัวแดงระดับ 7" เป็นพิเศษ

23 เมษายน 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยกรณีรายงานสถานการณ์การเงินในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2569 ของโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) จำนวน 903 แห่ง พบว่า เงินบำรุงคงเหลือ 2.78 หมื่นล้านบาท ลดลงกว่า 1.86 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 เกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยยอมรับว่า เงินบำรุงของโรงพยาบาลสังกัดสป.สธ.ทั้งระบบมีแนวโน้มลดลงจริงแม้ช่วงโควิดเงินบำรุงจะเพิ่มขึ้นเป็น 5-6 หมื่นล้านบาทแต่หลังจากนั้นเริ่มลดลงเรื่อยมา

อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวไม่นิ่งมีการขึ้นลงตลอด ตามกกระแสเงินที่เข้า รพ. ทั้งนี้ เงินในไตรมาสที่แล้วมีการลดลงแต่เมื่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือกองทุนต่าง ๆ มีการเร่งรัดชำระเงินเข้ามาทำให้เงินเพิ่มขึ้น ดังนั้น ตัวเลขจึงวิ่งขึ้นวิ่งลง 

ทั้งนี้ เห็นว่า หากดูตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เกิดความกังวลว่า หากติดลบจะส่งผลต่อการรักษาพยาบาล การให้บริการกับประชาชนหรือไม่นั้น นายพัฒนา รมว.สาธารณสุข ยืนยันว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อการรักษาพยาบาลอย่างแน่นอน โดยขณะนี้ตนเองและปลัดกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงผู้บริหารที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดทุก ๆ  3-4 วันจึงขอให้มั่นใจว่าจะไม่กระทบการให้บริการ ยอมรับว่า มีความกังวลอยู่บ้างแต่จะไม่ตื่นตระหนกเพราะปลายทาง คือ การให้บริการ  

"เรามอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด กรณีมีเงินบำรุงภาพรวมกว่า 2.7 หมื่นล้านบาทแต่หลายรพ.มีปัญหากระแสเงิน ก็ต้องเข้าไปดูและช่วยเหลือ สำหรับวิธีการแก้ปัญหานั้น ปัจจุบันกระทรวงได้เข้าไปดูในรายละเอียดในการให้บริการ การจัดบริการที่ สปสช. นำมากำหนดก็ต้องดูว่า จะทำอย่างไรให้บริการต่าง ๆ มีประสิทธิภาพสูงสุดและการจัดบริการควรเป็นบริการที่คุ้มค่าสูงโดยจะเน้นหนักในเรื่องเหล่านี้ ขณะที่การบริการที่ให้คุณค่าไม่มากนักจะต้องมอนิเตอร์ติดตามตามความต้องการของประชาชน หากมีเทคโนโลยีใหม่ที่จะทำให้ต้นทุนรพ.ลดลง ทางกระทรวงฯก็จะจัดงบประมาณการลงทุนต่อไป

อย่างไรก็ดี เมื่อมองให้ลึกลงไปพบว่า หลายรพ.ติดตัวแดงอยู่ในระดับ 7 จะเข้าไปดูอย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมาช่วยปลายเดือนกุมภาพันธ์ รพ.ระดับ 7 มีมากพอสมควรแต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ดีขึ้นซึ่งก็ต้องมอนิเตอร์ตลอด ซึ่งงบประมาณปีนี้มีการขอเพิ่มเช่นเดียวกัน เชื่อว่า จะบรรเทาปัญหาได้โดยไม่ไปแตะตัวเลขงบผู้ป่วยใน 1.3-1.4 หมื่นบาทต่อ AdjRW แต่ก็เป็นเป้าหมาย เมื่อได้งบเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ผอ.ของโรงพยาบาลต้องไปดูว่า สิ่งใดควรบริหารจัดการก่อนหลังโดยค่าตอบแทนบุคลากรต้องไม่ขาด การบริหารจัดการยาเวชภัณฑ์และการบริการต่าง ๆ ต้องไปดูให้ดี รวมถึงเรื่องมาตรการพลังงานซึ่งทางกระทรวงมีการคาดการณ์ว่า หากค่าไฟ ค่าน้ำมันขึ้นจะกระทบและต้องบริหารกันอย่างไร เป็นต้น