
บอร์ด กสทช. เตือนสำนักงานฯ ฝืนมติส่อทำไทยชวดเก้าอี้บอร์ด ITU
กรรมการ กสทช. หวั่นสำนักงานฯ ไม่ปฏิบัติตามมติที่ประชุม กสทช. นัดพิเศษ ส่อทำไทยเสี่ยงชวดเก้าอี้บอร์ด ITU ระดับโลก และกระทบมาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมประชาชน
KEY
POINTS
- สำนักงาน กสทช. อาจทำให้ไทยพลาดตำแหน่งกรรมการบริหารสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามมติบอร์ดฯ ที่ให้ส่งคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุม
- บอร์ด กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะผู้แทนไทย แต่สำนักงานฯ ยังยืนกรานจะส่งบุคคลเดิมไป ซึ่งขัดต่อมติบอร์ดและอาจขัดคำพิพากษาของศาล
- การเพิกเฉยต่อมติบอร์ดฯ ยังส่งผลกระทบต่อมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยด้านโทรคมนาคม ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์
จากกรณีที่นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการเลขาธิการ กสทช. อ้างว่าการจัดประชุมนัดพิเศษของกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คนที่ผ่านมา ไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าถูกต้องตามกฎหมาย และอาจทำให้มติไม่มีความชอบด้วยกฎหมายนั้น ล่าสุดเกิดกระแสท้วงติงอย่างรุนแรงว่า การไม่ยอมดำเนินการตามมติดังกล่าว
นอกจากจะไม่สอดคล้องต่อคำพิพากษาของศาลแล้ว ยังสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยบนเวทีโลก รวมถึงกระทบต่อมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รายงานข่าวระบุว่า กสทช. พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ได้ชี้แจงว่า การประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม นั้น กรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คนได้รับรองมติ และแจ้งให้เลขาธิการ กสทช. นำไปปฏิบัติในวาระสำคัญเร่งด่วนที่สุดของประเทศ คือ การอนุมัติส่งคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมใหญ่ผู้แทนผู้มีอำนาจเต็มของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU Plenipotentiary Conference) ระหว่างวันที่ 9-27 พฤศจิกายน 2569 ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์
การประชุม ITU ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยอยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมรับเลือกตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร (Council Member) ในกลุ่มภูมิภาคเอเชียและออสตราเลเซีย ต่อเนื่องอีกหนึ่งวาระ (ปี ค.ศ. 2027-2030) ซึ่งก่อนหน้านี้ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงเลขาธิการ กสทช. กำชับให้นำเรื่องนี้เข้าขอความเห็นชอบจากที่ประชุม กสทช. ให้ถูกต้องตามมาตรา 27 (4) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เสียก่อน หลังจากที่สำนักงาน กสทช. ได้ข้ามขั้นตอนเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เอง โดยไม่ผ่านบอร์ด กสทช.
ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุม กสทช. นัดพิเศษจึงได้มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ให้ กสทช. พลตำรวจเอก ณัฐธร เพราะสุนทร ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย แทน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ซึ่งไม่อยู่ในสถานะที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว
ดังนั้น การที่สำนักงาน กสทช. จะยังคงให้ นพ.สรณฯ เดินทางไปในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อคำพิพากษาของศาลและขัดมติบอร์ด กสทช. รวมทั้งหนังสือทักท้วงของเลขาธิการ ครม. ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยเกิดความเสียหายในระดับนานาชาติและพลาดโอกาสสำคัญบนเวทีโลกทันที
นอกจากผลกระทบในระดับสากลแล้ว การเพิกเฉยต่อมติของที่ประชุม กสทช. ยังส่งผลกระทบต่อมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งบอร์ด กสทช. ได้มีมติสั่งการให้ผู้ประกอบการค่ายมือถือและโทรคมนาคมทุกราย ดำเนินมาตรการในพื้นที่น้ำท่วม ดังนี้
1. ขยายระยะเวลาการชำระค่าบริการออกไป 7 วัน สำหรับลูกค้าระบบรายเดือน
2. เพิ่มวันการใช้งานให้แก่ลูกค้าระบบเติมเงิน (Prepaid) อีก 7 วัน
3. กำชับให้เตรียมความพร้อมรับมือภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังจะเกิดขึ้น และมีมาตรการดังกล่าวทันทีหากเกิดน้ำท่วม
หากสำนักงาน กสทช. ไม่นำมตินี้ไปบังคับใช้ ประชาชนย่อมเป็นผู้เสียประโยชน์ในยามวิกฤต
ดังนั้น การที่รักษาการเลขาธิการ กสทช. ยังคงปฏิเสธมติของกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คนโดยยังคงอ้างสถานะของ นพ.สรณฯ นั้น กำลังถูกสังคมและแวดวงการสื่อสารโทรคมนาคมตั้งคำถามอย่างหนักว่า เป็นการคำนึงถึงตัวบุคคล ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้






