
มธ.ฉลอง 30 ปี TEP-TEPE ชู 'วิศวกรอนาคต' รับ 7 มรสุมโลก เร่งปั้นทักษะใหม่
มธ.ฉลอง 30 ปี TEP-TEPE เปิดเวที 'Global Mindset Engineers Against an Uncertain World' ชู Meta Skills และ Resilience ปั้นวิศวกรรับโลกเปลี่ยน ยกระดับอุตสาหกรรม เทคโนโลยี ดันเศรษฐกิจไทย
KEY
POINTS
- คณะวิศวะฯ มธ. จัดงานฉลอง 30 ปีหลักสูตรนานาชาติ TEP-TEPE พร้อมชูแนวคิด "วิศวกรอนาคต" เพื่อเตรียมคนรับมือกับความท้าทายและความไม่แน่นอนของโลก
- วิศวกรยุคใหม่ต้องพัฒนาทักษะสำคัญเพื่อรับมือ "7 มรสุมโลก" ได้แก่ Meta Skills, Resilience และความสามารถในการเรียนรู้-ปรับตัว (Learn-Unlearn-Relearn)
- การมาของ AI ทำให้การศึกษาต้องเปลี่ยนจากการเน้นท่องจำ ไปสู่การสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถาม และการปรับตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทดแทนได้ยาก
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงาน “TEP-TEPE CONNECT 30th Anniversary” วันที่ 3 ตุลาคม 2569 ฉลอง 30 ปีหลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติ เชื่อมเครือข่ายนักศึกษา ศิษย์เก่า และมหาวิทยาลัยพันธมิตรระดับโลก
พร้อมเปิดเวทีถกทิศทางวิศวกรไทยรับมือโลกไม่แน่นอน ชู Meta Skills, Resilience และการเรียนรู้แบบ Learn-Unlearn-Relearn เป็นทักษะสำคัญ ขณะที่ TDRI ชี้ไทยต้องเร่งปฏิรูปอุตสาหกรรม-เทคโนโลยีเพื่อปิดช่องว่างเศรษฐกิจ ด้านพลังงานเดินหน้าสู่ Net Zero ควบคู่ความมั่นคงและราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้
ศ.ดร.สัญญา มิตรเอม คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า TEP–TEPE เป็นหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติที่เรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ โดยมุ่งพัฒนาทักษะด้านวิศวกรรมควบคู่กับประสบการณ์ระดับสากล มีทั้งเส้นทางเรียน 4 ปีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ TEPE และหลักสูตร Double Degree 2+2 หรือ TEP ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาไปศึกษาต่อกับมหาวิทยาลัยพันธมิตรในต่างประเทศเพื่อรับ 2 ปริญญา
ภายในงานยังมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยพันธมิตรจากต่างประเทศเข้าร่วมแสดงความยินดี ได้แก่ University of Nottingham จากสหราชอาณาจักร University of New South Wales จากออสเตรเลีย และ KU Leuven จากเบลเยียม สะท้อนเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาระดับนานาชาติที่เป็นส่วนสำคัญของ TEP-TEPE ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา
ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ที่เวที TEP Talk ภายใต้หัวข้อ “Global Mindset Engineers Against an Uncertain World” ซึ่งเปิดมุมมองต่อบทบาทของวิศวกรและการศึกษาด้านวิศวกรรมในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ครอบคลุมทั้งมิติการศึกษา เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พลังงาน และการเตรียมความพร้อมรับมือกับอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง
7 มรสุมโลกเขย่าการศึกษา ต้องเปลี่ยนจาก “ท่องจำ” สู่ Meta Skills
ศาสตราจารย์ ดร.สื่อจิตต์ เพ็ชร์ประสาน คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า ระบบการศึกษากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่รวดเร็ว โดยเทคโนโลยีอย่าง AI, 3D Printing, Big Data และ Explainable AI มีโอกาสเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนองค์ความรู้บางส่วนที่ถ่ายทอดในห้องเรียนอาจล้าสมัยในเวลาอันสั้น
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการถามว่า “จะเรียนอะไร” แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการสร้างความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยโลกปัจจุบันกำลังเผชิญ “มรสุม 7 ประการ” ได้แก่ Globalization, Geopolitics Conflicts, Climate Change, Disappearing Middleman, Digitalization, Aging Society และ AI & Technology Storm ซึ่งล้วนกระทบต่อเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และระบบการศึกษาโดยตรง
กรอบทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จึงต้องครอบคลุมทั้ง Hard Skills, Soft Skills, Life Skills และ Meta Skills โดยเฉพาะ Meta Skills ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้เดิมไปประยุกต์ใช้กับบริบทใหม่ ประกอบด้วยการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างนวัตกรรม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และความสามารถในการปรับตัว
“Learn-Unlearn-Relearn” หัวใจสร้างคนรับโลก BANI
อีกประเด็นสำคัญคือการสร้าง Resilience หรือความสามารถในการฟื้นตัวจากความล้มเหลว โดยสถาบันการศึกษาควรปรับห้องปฏิบัติการให้เป็นพื้นที่ที่ผู้เรียนสามารถทดลองและล้มเหลวได้อย่างปลอดภัย หรือ Safe-to-fail Space เพื่อให้เกิดกระบวนการ “Fail-Fast, Learn-Faster” พร้อมพัฒนาทักษะ Self-awareness และความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านจาก VUCA World สู่ BANI World ซึ่งประกอบด้วยความเปราะบาง ความกังวล ความไม่เป็นเส้นตรง และความซับซ้อนที่ยากต่อการทำความเข้าใจ ทำให้ระบบการศึกษาต้องเตรียมผู้เรียนให้สามารถรับมือกับสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มากกว่าการเตรียมคำตอบสำหรับโจทย์ที่มีคำตอบตายตัว
หัวใจของความยั่งยืนจึงถูกนิยามใหม่จากการพยายามสร้างระบบที่แข็งแรงเพื่อ “ต้าน” การเปลี่ยนแปลง ไปสู่การมีความสามารถในการ “ไหลไปตามกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง” โดยใช้วงจรการเรียนรู้ Learn, Unlearn และ Relearn เพื่อให้ผู้เรียนและสถาบันการศึกษาปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง
TDRI ชี้ไทยโตต่ำกว่าเป้า ต้องยกเครื่องนโยบายอุตสาหกรรม
ด้าน ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) กล่าวถึง “New Industrial Policy for Thailand's Economy” ว่า ไทยมีเป้าหมายยกระดับเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2038 แต่จำเป็นต้องมีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 5.4% ต่อปี
ขณะที่ข้อมูลในเอกสารสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าระดับดังกล่าวอย่างมาก โดยประมาณการ GDP ปี 2025 อยู่ที่ 2.4% และไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 1.9%
โจทย์ดังกล่าวสะท้อนปัญหา “Middle-Income Trap Squeeze” ที่ไทยถูกกดดันทั้งจากประเทศต้นทุนต่ำและประเทศที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรมสูง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องเร่งยกระดับเทคโนโลยี นวัตกรรม และผลิตภาพปัจจัยการผลิตรวม หรือ TFP เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ที่สำคัญ แม้การลงทุนรวมในไตรมาส 2 ขยายตัว 9% การลงทุนภาคเอกชนเพิ่ม 13% และการส่งออกเพิ่ม 17% แต่ GDP กลับขยายตัวเพียง 1.9% ขณะที่การนำเข้าสินค้าพุ่ง 42% สะท้อนข้อจำกัดของโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาการประกอบและนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศสูง
ดังนั้น ทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ควรเปลี่ยนจากการดึงดูด FDI ด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว ไปสู่การกำหนดเงื่อนไขให้เกิดการเชื่อมโยง Supply Chain กับผู้ประกอบการไทย และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้มูลค่าเพิ่มจากการลงทุนตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
ดันเทคโนโลยีไทยเอง ปั้นวิศวกรเชิงลึกรับอุตสาหกรรมใหม่
ข้อเสนอสำคัญอีกด้านคือการเปลี่ยนบทบาทของไทยจาก “ผู้ใช้และผู้ประกอบ” ไปสู่ “ผู้ถือครองเทคโนโลยี” ผ่านการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ EV ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 2-3 ให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้
ในมุมของกำลังคน ระบบการศึกษาวิศวกรรมจึงต้องปรับไปสู่การสร้างความเข้าใจเทคโนโลยีเชิงลึกจากภายใน หรือ Inside-out Technological Understanding เพื่อให้บุคลากรไทยสามารถออกแบบ พัฒนา และสร้างนวัตกรรมได้เอง ไม่ใช่เพียงทำหน้าที่ประกอบหรือใช้เทคโนโลยีที่นำเข้าจากต่างประเทศ
พลังงานไทย 5 ยุค เดินหน้าสมดุลความมั่นคง-ความยั่งยืน-ราคา
ขณะที่นายศิริชัย จิระพงษ์พันธ์ จากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)หรือ PTT ถ่ายทอดมุมมอง “วิวัฒนาการพลังงานไทย 5 ยุค” ตั้งแต่ยุคความมั่นคงทางพลังงาน ยุคค้นพบก๊าซธรรมชาติ ยุคเปิดเสรีตลาดและสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ยุคพลังงานหมุนเวียนและดิจิทัล จนถึงยุค Energy Transition และ Decarbonization ซึ่งสะท้อนการปรับตัวของภาคพลังงานตามบริบทเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ภายในปี 2050 โดย PDP2026 ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ขณะที่ยังมีการศึกษาเทคโนโลยี SMR และ CCS เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องบริหาร “Energy Trilemma” ให้สมดุล ทั้ง Energy Security ความมั่นคงทางพลังงาน, Energy Sustainability ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และ Energy Affordability การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม เนื่องจากการลงทุนในพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีใหม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงในระยะแรก ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนและราคาพลังงาน
สำหรับกลุ่ม ปตท. ได้วางแนวทางขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ Integration, Technology Transformation, Sustainability และ Purpose & People พร้อมยุทธศาสตร์ 3C ได้แก่ Climate Business, Carbon Conscious Assets และ Carbon Offset เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero
AI เปลี่ยนคุณค่าความรู้ จาก “จำคำตอบ” สู่ “คิดและตั้งคำถาม”
นางเพชรภรณ์ เชิงวิวัฒน์กิจ Mrs. Thailand World 2026 และ Content Creator เปิดมุมมองการเตรียมตัวรับมืออนาคตที่คาดการณ์ได้ยาก โดยชี้ว่า AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานและทักษะแห่งอนาคตอย่างรวดเร็ว ขณะที่งานในอีก 10 ปีข้างหน้าอาจยังไม่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้การเตรียมคนให้ตรงกับตำแหน่งงานใดตำแหน่งงานหนึ่งอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
เมื่อ AI สามารถเขียนโค้ด ประมวลผลภาษา และคำนวณข้อมูลซับซ้อนได้ภายในไม่กี่วินาที ทักษะเดิมที่เน้นการท่องจำและการคำนวณจึงมีมูลค่าลดลง ขณะที่ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และปรับตัวกลับมีความสำคัญมากขึ้น
แนวคิดสำคัญคือ “คำตอบอาจมีราคาถูกลง สิ่งที่มีมูลค่าสูงกว่าคือการตั้งคำถาม” ดังนั้น คนทำงานยุคใหม่ต้องเปลี่ยนจาก “ผู้รู้คำตอบ” เป็น “ผู้ตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์” และสามารถใช้วิจารณญาณกำกับการทำงานร่วมกับ AI ได้
4 ทักษะมนุษย์ที่ AI ทดแทนได้ยาก
4 สมรรถนะสำคัญ ได้แก่ Can We Think การคิดวิเคราะห์, Can We Question การตั้งคำถามที่ถูกต้อง, Can We Adapt การปรับตัว และ Can We Learn Something We Don't Know Yet การเรียนรู้สิ่งที่ยังไม่รู้ โดยต้องพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน แทนการแข่งขันกับ AI ด้านความจำหรือความเร็ว
เส้นทางอาชีพยุคใหม่ไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนในอดีต แต่เป็น Non-linear Path ที่ต้องพร้อมเปลี่ยนบทบาทและเรียนรู้สิ่งใหม่ โดย Engineering Mindset สามารถนำมาใช้จัดการปัญหาซับซ้อน ด้วยการย่อยปัญหาใหญ่เป็นปัญหาเล็ก ทดลอง ปรับปรุง และทำซ้ำ
อีกแนวคิดสำคัญคือ “The Power of YET” การเติมคำว่า “ยัง” จาก “ทำไม่ได้” เป็น “ยังทำไม่ได้” ช่วยเปลี่ยน Fixed Mindset ไปสู่ Growth Mindset เปิดทางให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาต่อเนื่อง
3 กลยุทธ์รับอนาคต เน้น “พร้อมเรียนรู้” มากกว่าพร้อมทุกอย่าง
การรับมืออนาคตควรสร้าง Mental Resilience และ Lifelong Learning ผ่าน 3 แนวทาง คือ Be Present & Action-Oriented พร้อมลงมือทำ, Continuous Iteration ทดลองและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และ Ready to Learn พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา แม้ไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้
ดังนั้น การเตรียมคนในยุค AI ไม่ใช่การพยายามคาดเดาว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แต่คือการสร้างความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และยกระดับศักยภาพมนุษย์ให้พร้อมรับมือกับวิกฤตและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง







