thansettakij
thansettakij
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

"รุทธพล" กาง 7 นโยบายเร่งรัดความยุติธรรม-ไกล่เกลี่ยหนี้ ล้างภาพคุกขังคนจน

12 ก.ย. 69 | 03:47 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ก.ย. 69 | 03:56 น.

รมว.ยุติธรรม 'พล.ต.ท.รุทธพล' กาง 7 นโยบายกระทรวงยุติธรรม เร่งล้างภาพ "คุกขังคนจน" ลุยสกัดยาเสพติดข้ามชาติร่วมมือลาว-เมียนมา พร้อมโชว์ผลงานปราบสแกมเมอร์-บัญชีม้า และไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือน

KEY

POINTS

  • กระทรวงยุติธรรมประกาศ 7 นโยบายหลักเพื่อเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมให้รวดเร็วและเข้าถึงประชาชน
  • ใช้กลไกกองทุนยุติธรรมช่วยเหลือประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในเรื่องค่าประกันตัวและทนายความ เพื่อลบภาพ "คุกมีไว้ขังคนจน"
  • จัดโครงการไกล่เกลี่ยหนี้สินครัวเรือนทั่วประเทศ ช่วยลดภาระให้ประชาชนได้สำเร็จเป็นมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท
  • เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมสำคัญ ทั้งปัญหายาเสพติดโดยร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สแกมเมอร์-บัญชีม้า)

วันที่ 12 กันยายน 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยในรายการ "คุยกับ ครม.อนุทิน" ว่า กระทรวงยุติธรรมได้วางนโยบายหลัก 7 ข้อเพื่อเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมให้รวดเร็วขึ้น ครอบคลุมการช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ผ่านกองทุนยุติธรรม การแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน การปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีและสแกมเมอร์บัญชีม้า ไปจนถึงการไกล่เกลี่ยหนี้สินครัวเรือนให้ประชาชนทั่วประเทศ โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ดำรงตำแหน่ง

เมื่อถูกถามถึงวาทกรรม "คุกมีไว้ขังคนจน" ที่สังคมพูดถึงกันมานาน พล.ต.ท.รุทธพล เห็นว่าเป็นคำพูดในอดีต เพราะปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมมีกลไกช่วยเหลือประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างเป็นระบบ ทั้งการช่วยเรื่องประกันตัวตั้งแต่แรก การเยียวยาผู้เสียหาย การให้คำปรึกษากฎหมาย ผ่านกองทุนยุติธรรมและศูนย์ยุติธรรมชุมชนที่มีอยู่ทุกจังหวัด โดยในส่วนของกระทรวงยุติธรรมก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบแก้ปัญหาในส่วนนี้ เป็นการช่วยเหลือในเรื่องของการประกันตัวตั้งแต่แรก

"กลไกกองทุนยุติธรรม เป็นแหล่งเงินช่วยเหลือผู้มีฐานะยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยมีคณะกรรมการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ทั้งเรื่องการประกันตัวและค่าจ้างทนายความ ไม่ได้ช่วยเหลือทุกคดี และการบริหารกองทุนก็มีกฎเกณฑ์ มีคณะกรรมการ โดยมีปลัดกระทรวงเป็นคนพิจารณาดูแลเรื่องนี้" พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว

รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงประเด็นยาเสพติดซึ่งรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติว่า กระทรวงยุติธรรม ได้ทำงานผ่านสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ร่วมกับตำรวจและทหาร ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ปราบปราม บำบัดฟื้นฟู และเฝ้าระวัง ล่าสุดได้เดินทางไปประเทศลาวและเมียนมาเพื่อประสานความร่วมมือสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง โดยมีการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง พร้อมกับร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีคดี มีการให้เงินรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศ ส่งผลให้จับกุมและส่งตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีได้จำนวนมาก 

ส่วนกรณีปัญหาสแกมเมอร์และบัญชีม้านั้น รมว.ยุติธรรม กล่าวว่าได้รับแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แบ่งเป็น 7 ชุดปฏิบัติการ ทั้งคดีออนไลน์ ฟอกเงิน และนอมินี โดยเฉพาะเครือข่ายชาวอิสราเอลที่เข้าถือครองที่ดินในไทยบริเวณพัทยา ชลบุรี เกาะสมุย เกาะพะงัน และภูเก็ต ซึ่งได้ลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และกรมสรรพากร

ขณะที่การช่วยเหลือผู้เสียหายจากมิจฉาชีสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งศูนย์ ACSC เป็นวอร์รูมร่วมกับธนาคารทุกแห่งและ ปปง. เพื่อสกัดกั้นการโอนเงินไปยังบัญชีม้าและจับกุมคนร้ายได้ทันที ส่วนคดีที่ดำเนินการยึดทรัพย์แล้วมีการเฉลี่ยคืนให้ผู้เสียหายเกือบ 600 คน เป็นเงินกว่า 130 ล้านบาท 

นอกจากนี้รัฐบาลกระทรวงยุติธรรมยังช่วยการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพร่วมกับกรมบังคับคดีจัดกิจกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินทั่วประเทศในปีงบประมาณ 2569 รวม 23 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกว่า 60,000 ราย ขอแก้หนี้กว่า 40,000 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จทั้งหมด ทุนทรัพย์รวมกว่า 8,000 ล้านบาท โดยสามารถไกล่เกลี่ยสำเร็จ 100% 

"ยกตัวอย่างกรณีประชาชนที่ได้รับความช่วยเหลือจากการเจรจาลดหนี้ เช่น คุณป้ารายหนึ่งที่ต้องผ่อนรถแทนลูกสาวเดือนละกว่า 10,000-15,000 บาท สามารถต่อรองเหลือเดือนละ 1,500 บาท และกรณีหนี้บัตรเครดิตแสนกว่าบาทที่ลดเหลือ 15,000 บาท ซึ่งภาพรวมทั้ง 23 ครั้งสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาท" รมว.ยุติธรรม กล่าว