thansettakij
thansettakij
Data Center “ถก เถียง ไม่ทำลาย”

ชำแหละ ปมร้อน Data Center เตือนสติสังคมเลิกเลือกข้าง “ถก เถียง ไม่ทำลาย”

06 ก.ย. 69 | 10:56 น.

กรรมการสภาสถาปนิก ชำแหละ ปมร้อน Data Center เตือนสังคมอย่ารีบด่วนสรุป ชี้โครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่ใช่ผู้ร้ายแต่ต้องคุมเข้มกติกา จี้รัฐบาลจัดระเบียบกฎหมายกระจายตัว ลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ ปิดช่องโหว่ความไม่โปร่งใส

KEY

POINTS

  • สังคมไทยมีแนวโน้มเลือกข้างในประเด็น Data Center ก่อนพิจารณาข้อมูล ทำให้การถกเถียงด้วยเหตุผลกลายเป็นเรื่องของอารมณ์และการเมือง
  • Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ประเด็นสำคัญคือการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่จริงจัง แทนที่จะสนับสนุนหรือคัดค้านอย่างไร้เงื่อนไข
  • ปัญหาหลักไม่ใช่การขาดกฎหมาย แต่เป็นกฎระเบียบที่กระจัดกระจายและขาดการบังคับใช้จริง โดยเฉพาะกฎหมายควบคุมอาคารและการเปลี่ยนแปลงการใช้งานอาคาร
  • เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาใช้ข้อเท็จจริงและเหตุผลในการอภิปราย เพื่อหาแนวทางที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์สูงสุดจาก Data Center โดยไม่ทำลายหลักธรรมาภิบาล

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง กรรมการสภาสถาปนิก อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุทัยธานี เปิดเผยถึงประเด็น Data Center “ถก เถียง ไม่ทำลาย” ระบุว่า บ้านเรามีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง เวลาเกิดเรื่องใหม่ขึ้นมา เรามักรีบ “เลือกข้าง” ก่อนเลือกข้อมูล ฝ่ายหนึ่งบอกว่าดี ก็พร้อมจะดีไปเสียทุกอย่างอีกฝ่ายบอกว่าไม่ดี ก็พร้อมจะปฏิเสธเสียทั้งหมด แล้วเรื่องที่ควรคุยกันด้วยเหตุผล ก็กลายเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก และการเมือง

Data Center กำลังจะเดินเข้าไปอยู่ในวงจรแบบนั้น บางคนได้ยินว่าใช้ไฟมาก ก็รีบสรุปว่าเป็นภาระของประเทศ บางคนได้ยินคำว่า AI, Cloud, Digital Economy ก็รีบสรุปว่า ใครตั้งคำถามกับ Data Center คือคนขวางความเจริญ ผมว่า  เร็วเกินไปทั้งสองฝ่าย ก่อนจะเถียงกัน เราควรถามเสียก่อนว่า Data Center คืออะไร ประเทศไทยควรได้อะไรจากมัน และเราจะกำกับมันอย่างไร

สำหรับผม Data Center ไม่ใช่ผู้ร้าย ตรงกันข้าม มันกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกยุคใหม่ AI ต้องใช้การประมวลผล Cloud ต้องใช้ศูนย์ข้อมูล เศรษฐกิจดิจิทัลต้องมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรองรับ ถ้าประเทศไทยต้องการก้าวจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน ไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากรคุณภาพสูง เราหลีกเลี่ยง Data Center ไม่ได้

แต่คำว่า “ส่งเสริม” ไม่ได้แปลว่า “ปล่อยโดยไม่มีกติกา” และคำว่า “ควบคุม” ก็ไม่ได้แปลว่า “ห้ามลงทุน” สองเรื่องนี้ต้องแยกให้ออก ในฐานะคนทำงานด้านสถาปัตยกรรมและอาคาร ผมเห็นว่า ประเด็นสำคัญของ Data Center ในกรุงเทพมหานครเวลานี้ อาจไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า เรามีกฎหมายน้อยเกินไปหรือไม่ แต่ควรถามว่า กฎหมายที่มีอยู่ ถูกใช้จริงหรือยัง

กฎหมายควบคุมอาคารของเรามีระบบกำกับตั้งแต่การออกแบบ การขออนุญาต การก่อสร้างตามแบบ การดัดแปลง ไปจนถึงการใช้อาคาร พูดง่าย ๆ คือ กฎหมายไม่ได้ถามเพียงว่า “คุณขอสร้างอะไร” แต่ต้องถามต่อด้วยว่า “สร้างเสร็จแล้ว คุณเอาไปใช้อะไร” นี่คือหัวใจ

สมมุติว่าอาคารหนึ่งขออนุญาตเป็น “โกดัง” หรือ “คลังสินค้า” แต่เมื่อสร้างเสร็จ กลับนำไปใช้เป็น Data Center จะรีบสรุปว่าผิดทันที ก็ยังไม่ได้ เพราะอาจมีการแก้แบบ ขออนุญาตเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนการใช้อาคารอย่างถูกต้องในภายหลังก็ได้ แต่จะบอกว่า “มีใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว จบ” ก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะต้องถามให้ครบว่า ขออนุญาตเป็นอะไร ได้รับอนุญาตให้สร้างอะไร ก่อสร้างจริงเป็นอะไรและวันนี้ใช้อาคารทำอะไร

สี่คำถามนี้สำคัญกว่าการเถียงกันเป็นสิบเวที ถ้าทุกอย่างตรงกัน เอกสารครบ กฎหมายครบ ก็ต้องพูดให้ชัดว่า “ถูกต้อง”อย่าปล่อยให้ความสงสัยเดินเร็วกว่าข้อเท็จจริง แต่ถ้าไม่ตรงกัน ก็ต้องตรวจต่ออย่างตรงไปตรงมา มีการเปลี่ยนแบบหรือไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ มีการเปลี่ยนการใช้อาคารหรือไม่ ใครออกแบบ ใครควบคุมงาน ใครตรวจ ใครอนุมัติ ตรงนี้ต่างหากที่เรียกว่า “ธรรมาภิบาล” ไม่ใช่รีบกล่าวหาว่าทุจริต และไม่ใช่รีบปกป้องว่าไม่มีอะไรผิด

แต่คือการเอาเอกสาร เอาข้อเท็จจริง และเอากฎหมายมาวางบนโต๊ะ แล้วตรวจให้จบ ถ้าถูก ต้องคุ้มครองคนที่ทำถูก ถ้าผิด ต้องจัดการตามกฎหมาย เรื่องเท่านี้ ไม่จำเป็นต้องลากทุกอย่างไปเป็นสงครามการเมือง

ปัญหาของสังคมไทยวันนี้คือ หลายเรื่องที่ควรจบด้วย “ข้อเท็จจริง” กลับถูกขยายด้วย “ความรู้สึก” จากเรื่องเทคนิค กลายเป็นเรื่องความเชื่อ จากเรื่องกฎหมาย กลายเป็นเรื่องฝ่ายฉันฝ่ายเธอ จากสิ่งที่ตรวจสอบได้ กลายเป็นการเลือกเชื่อตามคนที่ตัวเองชอบ สุดท้าย ประเทศไม่ได้อะไร ประชาชนสับสน นักลงทุนไม่มั่นใจ เจ้าหน้าที่ทำงานยาก และการเมืองก็ได้ความขัดแย้งเพิ่มมาอีกหนึ่งเรื่อง 

แต่ภาครัฐเองก็ต้องแก้ระบบของตัวเองเช่นกัน เพราะกติกาที่เกี่ยวข้องกับ Data Center วันนี้กระจายอยู่หลายส่วน อาคาร ผังเมือง พลังงาน ไฟฟ้า น้ำ สิ่งแวดล้อม อัคคีภัย โทรคมนาคม และมาตรฐานความมั่นคงของระบบ

พูดง่าย ๆ คือ กติกามี แต่กติกากระจัดกระจาย เมื่อกติกากระจัดกระจาย ก็เกิดความซ้ำซ้อน การตีความไม่เหมือนกัน ความล่าช้า และการใช้ดุลพินิจ และเมื่อมีดุลพินิจมากเกินไป “ช่องว่าง” ก็เกิด ช่องว่างมากเมื่อไร ความไม่โปร่งใสก็มีโอกาสมากขึ้นเมื่อนั้น

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำ ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการออกกฎหมายใหม่จนเต็มบ้านเต็มเมือง แต่ควรเอากฎหมายและกติกาที่มีอยู่แล้วมาจัดระบบใหม่ให้ผู้ลงทุนรู้ว่าต้องขออะไร ที่ไหน เมื่อไร และใช้มาตรฐานอะไร ให้เจ้าหน้าที่รู้ว่า ต้องตรวจอะไร และรับผิดชอบตรงไหน ให้ประชาชนรู้ว่า โครงการนั้นได้รับอนุญาตอย่างไร และที่สำคัญ ต้องตรวจสอบย้อนหลังได้ว่า ใครออกแบบ ใครลงนาม ใครควบคุมงาน ใครตรวจ และใครอนุมัติ

ขอสรุปหลักง่าย ๆ ว่า “คุมให้ถูกจุด เปิดให้ลงทุน และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน”Data Center ไม่ควรกลายเป็นสงครามระหว่าง “ฝ่ายเอา” กับ “ฝ่ายไม่เอา” เพราะคำถามที่ฉลาดกว่านั้นคือ เราจะเอาอย่างไร ให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด ได้เทคโนโลยี ได้บุคลากร ได้องค์ความรู้ ได้ Digital Infrastructure ได้ฐานรองรับ AI ได้รายได้ และได้อุตสาหกรรมใหม่

ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่แลกกับความไม่ปลอดภัย การใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ หรือการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ประเทศไทยไม่ได้ขาดกฎหมาย ไม่ได้ขาดคนเก่ง และไม่ได้ขาดโอกาส สิ่งที่เราขาดอยู่บ่อยครั้ง คือการเอาของที่มีอยู่แล้ว มาใช้ให้จริง ใช้ให้ตรง และใช้โดยไม่เลือกปฏิบัติ 

เรื่อง Data Center ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงเรื่องของอาคารและไม่ใช่เพียงเรื่องของเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่มันกำลังเป็นบททดสอบของสังคมไทยว่า เราจะสามารถคุยเรื่องที่ซับซ้อนด้วยเหตุผลได้หรือไม่

ก่อนจะด่า ก่อนจะเชียร์ ก่อนจะเลือกข้าง และก่อนจะลากไปเป็นการเมือง ลองถามกันก่อนสักคำว่า “ข้อเท็จจริงคืออะไร?”บางที คำถามนี้เพียงคำถามเดียว อาจช่วยให้เราแยกออกได้ว่า อะไรคือปัญหาจริง อะไรคือความเข้าใจผิด อะไรคือสิ่งที่ต้องแก้ และอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรถูกทำให้เป็นความขัดแย้ง เพราะบ้านเมืองจะเดินหน้าได้ไม่ใช่เมื่อทุกคนคิดเหมือนกัน

แต่เมื่อเรา “เห็นข้อเท็จจริงเดียวกัน แล้วถกเถียงกันด้วยเหตุผล” ถกได้ เถียงได้ เห็นต่างได้ แต่อย่าทำลายกัน เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ควรชนะ ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ต้องเป็นประเทศไทย