thansettakij
thansettakij
เปิดเบื้องหลัง ตลาดพันธบัตรโลกป่วน เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยสูงซ้ำเติมภาระหนี้

เบื้องหลัง ตลาดพันธบัตรโลกป่วน เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยสูงซ้ำเติมภาระหนี้

02 ก.ย. 69 | 04:12 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.ย. 69 | 04:12 น.

ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงเทขาย ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และภาระหนี้รัฐบาลที่พุ่งสูง ขณะที่ต้นทุนกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นเริ่มกดดันทั้งภาคครัวเรือน ธุรกิจ และการคลังของรัฐบาล

KEY

POINTS

  • ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญความผันผวน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
  • ปัจจัยหลักเกิดจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป
  • อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นเป็นการซ้ำเติมภาระหนี้ของรัฐบาล ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และยังส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนและบริษัทผ่านอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อต่างๆ ที่สูงขึ้นตามไปด้วย

ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลตั้งแต่สหรัฐฯ เยอรมนี ไปจนถึงญี่ปุ่น อยู่ที่ระดับสูงสุดหรือใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย รวมถึงความกังวลต่อภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาคครัวเรือนและบริษัท ขณะเดียวกันยังทำให้ฐานะการคลังของรัฐบาลเผชิญแรงกดดันมากขึ้น โดยมีทั้งราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และการเดิมพันของตลาดต่อการขึ้นดอกเบี้ย เป็นปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเทขายพันธบัตร

เกิดอะไรขึ้น?

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีแตะระดับ 3% ในวันอังคาร ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996 ถือเป็นระดับสำคัญสำหรับเศรษฐกิจที่ยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวจากยุคอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ

ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลอังกฤษอายุ 30 ปีอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีและฝรั่งเศสอายุ 10 ปีอยู่ในระดับที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่ปี 2011 และ 2008 ตามลำดับ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม

ราคาน้ำมันจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

การกลับมาปรับขึ้นของราคาน้ำมันจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กำลังผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้สูงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้เทรดเดอร์เตรียมรับมือกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

ปัจจัยดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น โดยยอดหนี้ของสหรัฐฯ เพิ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่สัดส่วนหนี้ต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 100% หรือสูงกว่าในประเทศเศรษฐกิจหลักของกลุ่ม G7 ยกเว้นเยอรมนี

ถ้อยแถลงที่มีท่าทีเข้มงวดด้านนโยบายการเงินของ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ในการประชุมสัมมนาแจ็กสัน โฮล ยังเพิ่มการเดิมพันของเทรดเดอร์ต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย

ทำไมจึงต้องจับตา

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่หนี้รัฐบาล สินเชื่อที่อยู่อาศัย ไปจนถึงเงินกู้เพื่อการศึกษาและสินเชื่อรถยนต์ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้การกู้ยืมและการใช้จ่ายมีความน่าสนใจลดลง และอาจชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างเช่น อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยระยะ 30 ปีของสหรัฐฯ ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีที่เกือบ 6.7% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวสูงขึ้น

อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นหมายความว่ารัฐบาลต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นเมื่อมีการต่ออายุหรือออกหนี้ใหม่ หลังจากการกู้ยืมเพิ่มขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ภาระดอกเบี้ยของอังกฤษซึ่งคิดเป็นเกือบ 4% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2 เท่าของค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีก่อนเกิดการระบาดใหญ่ ตามข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการคลังของอังกฤษในเดือนมีนาคม และสูงกว่างบประมาณด้านกลาโหม

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังส่งผลต่อเนื่องไปยังตลาดต่าง ๆ ด้วย โดยในทางทฤษฎีแล้ว อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นทำให้หุ้นมีความน่าสนใจลดลง แม้ว่าผลประกอบการที่แข็งแกร่งจะยังช่วยพยุงตลาดหุ้นไว้ได้ก็ตาม ขณะที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่มีการใช้เงินกู้ในระดับสูงและซื้อขายในตลาดจำนวนมาก ก็อาจเผชิญแรงกดดันเช่นกัน