
เบื้องหลัง ตลาดพันธบัตรโลกป่วน เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยสูงซ้ำเติมภาระหนี้
ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงเทขาย ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และภาระหนี้รัฐบาลที่พุ่งสูง ขณะที่ต้นทุนกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นเริ่มกดดันทั้งภาคครัวเรือน ธุรกิจ และการคลังของรัฐบาล
KEY
POINTS
- ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญความผันผวน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
- ปัจจัยหลักเกิดจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป
- อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นเป็นการซ้ำเติมภาระหนี้ของรัฐบาล ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และยังส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนและบริษัทผ่านอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อต่างๆ ที่สูงขึ้นตามไปด้วย
ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลตั้งแต่สหรัฐฯ เยอรมนี ไปจนถึงญี่ปุ่น อยู่ที่ระดับสูงสุดหรือใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย รวมถึงความกังวลต่อภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาคครัวเรือนและบริษัท ขณะเดียวกันยังทำให้ฐานะการคลังของรัฐบาลเผชิญแรงกดดันมากขึ้น โดยมีทั้งราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และการเดิมพันของตลาดต่อการขึ้นดอกเบี้ย เป็นปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเทขายพันธบัตร
เกิดอะไรขึ้น?
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีแตะระดับ 3% ในวันอังคาร ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996 ถือเป็นระดับสำคัญสำหรับเศรษฐกิจที่ยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวจากยุคอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ
ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลอังกฤษอายุ 30 ปีอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีและฝรั่งเศสอายุ 10 ปีอยู่ในระดับที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่ปี 2011 และ 2008 ตามลำดับ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม
ราคาน้ำมันจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
การกลับมาปรับขึ้นของราคาน้ำมันจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กำลังผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้สูงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้เทรดเดอร์เตรียมรับมือกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม
ปัจจัยดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น โดยยอดหนี้ของสหรัฐฯ เพิ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่สัดส่วนหนี้ต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 100% หรือสูงกว่าในประเทศเศรษฐกิจหลักของกลุ่ม G7 ยกเว้นเยอรมนี
ถ้อยแถลงที่มีท่าทีเข้มงวดด้านนโยบายการเงินของ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ในการประชุมสัมมนาแจ็กสัน โฮล ยังเพิ่มการเดิมพันของเทรดเดอร์ต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย
ทำไมจึงต้องจับตา
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่หนี้รัฐบาล สินเชื่อที่อยู่อาศัย ไปจนถึงเงินกู้เพื่อการศึกษาและสินเชื่อรถยนต์ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้การกู้ยืมและการใช้จ่ายมีความน่าสนใจลดลง และอาจชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ตัวอย่างเช่น อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยระยะ 30 ปีของสหรัฐฯ ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีที่เกือบ 6.7% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวสูงขึ้น
อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นหมายความว่ารัฐบาลต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นเมื่อมีการต่ออายุหรือออกหนี้ใหม่ หลังจากการกู้ยืมเพิ่มขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ภาระดอกเบี้ยของอังกฤษซึ่งคิดเป็นเกือบ 4% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2 เท่าของค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีก่อนเกิดการระบาดใหญ่ ตามข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการคลังของอังกฤษในเดือนมีนาคม และสูงกว่างบประมาณด้านกลาโหม
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังส่งผลต่อเนื่องไปยังตลาดต่าง ๆ ด้วย โดยในทางทฤษฎีแล้ว อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นทำให้หุ้นมีความน่าสนใจลดลง แม้ว่าผลประกอบการที่แข็งแกร่งจะยังช่วยพยุงตลาดหุ้นไว้ได้ก็ตาม ขณะที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่มีการใช้เงินกู้ในระดับสูงและซื้อขายในตลาดจำนวนมาก ก็อาจเผชิญแรงกดดันเช่นกัน







