thansettakij
thansettakij
เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 7 ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี หลังนายกรัฐมนตรีสั่งลุยกวาดล้างต่างด้าวผิดกฎหมาย

ทลายเครือข่ายนอมินีเฟส 7 บนเกาะสมุย รวบต่างด้าว 62 ราย ครองที่ดินมูลค่า 1.5 พันล้าน

15 ส.ค. 69 | 08:13 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ส.ค. 69 | 08:22 น.

เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 7 ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี หลังนายกรัฐมนตรีสั่งลุยกวาดล้างต่างด้าวผิดกฎหมาย

KEY

POINTS

  • เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 7” ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี
  • มีการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 88 คน เป็นคนไทย 26 คน และชาวต่างชาติ 62 คน 
  • เครือข่ายดังกล่าวเข้าถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 42 แปลง เนื้อที่กว่า 33 ไร่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท

​วันนี้ 15 สิงหาคม 2569  นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2),พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะเปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 7” ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดย​การปฏิบัติการในครั้งนี้สืบเนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายขับเคลื่อนตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย หรือเครือข่าย “นอมินี” ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศจากกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้การดำเนินงานสืบสวนเชิงลึกตามแนวทาง “เกาะพะงันโมเดล”

โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บูรณาการสืบสวนขยายผลร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดสุราษฎร์ธานี, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมที่ดิน และกรมสรรพากร ได้ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนใน อ.เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานี มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ จำนวน 12,906 บริษัท ในจำนวนนี้มีนิติบุคคล  ที่มีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลต่างด้าวจำนวน 8,254 บริษัท และมีนิติบุคคลที่มีลักษณะอาจเข้าข่ายการเป็นนอมินี จำนวน 875 บริษัท

​เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดกรองและวิเคราะห์จนพบกลุ่มเป้าหมายเข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยเป็นนอมินี รวมถึงบริษัทที่ช่วยเหลือในการจัดตั้งบริษัท จำนวน 61 บริษัท ครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 42 แปลง เนื้อที่ 33 ไร่ 1 งาน 51 ตร.ว. มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 60 คดี ผู้ต้องหา 88 คน เป็นคนไทย 26 คน และบุคคลต่างด้าว 62 คน 

ทลายเครือข่ายนอมินีเฟส 7 บนเกาะสมุย รวบต่างด้าว 62 ราย ครองที่ดินมูลค่า 1.5 พันล้าน
 

พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย ขอออกหมายค้น จำนวน 37 หมาย และหมายจับบุคคลต่างด้าว จำนวน 62 หมาย ซึ่งครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ ประกอบด้วย สัญชาติ อิสราเอล 20 คน, รัสเซีย 17 คน, ฝรั่งเศส 12 คน, ยูเครน เยอรมนี 2 คน,สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อิตาลี เอสโตเนีย ออสเตรเลีย แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ บัลกาเรีย ฟิลิปปินส์ สัญชาติละ 1 คน โดยผลการปฏิบัติในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 27 คน ประกอบด้วย รัสเซีย 12 คน ฝรั่งเศส 4 คน อิสราเอล,ยูเครน สัญชาติละ 2 คน แคนาดา,ฟิลิปปินส์,สวิตเซอร์แลนด์,สหราชอาณาจักร,สหรัฐอเมริกา,อิตาลีและเอสโตเนีย สัญชาติ ละ 1 คน​

​สำหรับปฏิบัติการสำคัญที่ได้ดำเนินการใน อ.เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานี ครั้งนี้ ตรวจค้นจับกุม 5 กลุ่มบริษัท อาทิ

  • กลุ่มบริษัทนี้มีการประกอบธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต และซื้อ ถือครอง พัฒนา ขาย และให้เช่าวิลล่าหรู แก่กลุ่มลูกค้าชาวอิสราเอล ​กลุ่มบริษัทนี้มีการดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ​เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นสถานที่เป้าหมายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน โดยตรวจยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 7 ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

​สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ชลบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำจุดยืน ดำเนินการเด็ดขาดกับผู้กระทำความผิด และพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเดินหน้าขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเดินหน้าขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจัง

 

ย้อนรอยปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว ภายใต้คำสั่งการนายกฯ 

​ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำถึงกรอบแนวคิดหลักในการดำเนินงาน คือ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” (Nominee) หรือการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ​

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ได้กำหนดมาตรการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรและกระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน เพื่อเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน

ในห้วงที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานแบ่งเป็น 6 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ จำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ จว.สุราษฎร์ธานี, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ชลบุรี, เชียงใหม่ และล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ส.ค.2569 ได้ปฏิบัติการในพื้นที่สำคัญ คือ อ.หัวหิน จว.ประจวบคีรีขันธ์ พบว่าคนต่างด้าวจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมเป้าหมายที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้ง 6 เฟส จำนวน 238 บริษัท ที่ดิน 272 แปลง พื้นที่รวม 184 ไร่ 6 งาน 93.3 ตร.ว. รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 2,839 ล้านบาท 

ศาลอนุมัติหมายจับ 178 หมาย หมายค้น 143 หมาย และสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 91 คน ศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 20 คดี โดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท และให้จัดการจำหน่ายที่ดิน ซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่า 180 วันเเต่ไม่เกิน 1 ปี หากไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้