
พาณิชย์ ผนึก ตำรวจ บุกหัวหิน ทลายนอมินีอสังหาฯ 33 คดี จับต่างชาติ 13 ราย
พาณิชย์ ผนึกตำรวจ-DSI ลุยปราบนอมินีหัวหิน ตรวจค้น 15 จุด พบ 33 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท จับต่างชาติตามหมายจับแล้ว 13 ราย พร้อมยกระดับตรวจเข้มการถือหุ้นอสังหาฯ
KEY
POINTS
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและตำรวจร่วมกันบุกตรวจค้นธุรกิจนอมินีด้านอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่หัวหิน
- พบการกระทำผิด 33 คดี สามารถจับกุมชาวต่างชาติตามหมายจับได้แล้ว 13 ราย
- รูปแบบความผิดคือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่อให้ต่างชาติสามารถถือครองอสังหาริมทรัพย์ได้ โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าปราบปรามธุรกิจนอมินีเชิงรุก ล่าสุดผนึกกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตรวจค้นเป้าหมาย 15 จุด หลังพบพฤติการณ์ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางให้ต่างชาติประกอบธุรกิจและถือครองอสังหาริมทรัพย์ เบื้องต้นพบ 33 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท พร้อมจับกุมต่างชาติตามหมายจับแล้ว 13 ราย ขณะที่กรมฯ ย้ำเดินหน้าคุมเข้มการจดทะเบียนนิติบุคคลและเฝ้าระวังการใช้นอมินีอย่างต่อเนื่อง
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ได้มอบหมายให้ หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมทีมปราบนอมินี กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ลงพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมบูรณาการกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดยพลตำรวจเอกสำราญ นวลมา ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่หัวหินครั้งนี้เป็นการปฏิบัติงานเชิงรุกเพื่อตรวจค้นจับกุมผู้กระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในลักษณะนอมินีที่ใช้คนไทยให้ความช่วยเหลือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย จากผลการลงพื้นที่พบบริษัทเป้าหมายจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลโดยใช้คนไทยเป็นกรรมการและร่วมถือหุ้น 100% ต่อมาได้ภายใน 6 เดือน นำเอาชาวต่างชาติเข้ามาเป็นกรรมการร่วมกับกรรมการคนไทย โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นคนไทย (ที่เข้าข่ายนอมินี) อยู่ที่ 51%
ทั้งนี้ จากการสืบสวนยังพบว่าทั้งผู้ถือหุ้นคนไทยและต่างชาติไม่ได้รู้จักและมีความเกี่ยวข้องกันมาก่อนซึ่งผิดวิสัยในการทำธุรกิจอย่างมาก จึงได้มีการตรวจค้นตามหมายค้น 15 จุด โดย สตช.มีหมายจับต่างชาติ 45 ราย หมายเรียกคนไทย 39 ราย จับกุมตามหมายจับได้แล้ว 13 ราย รวมทั้งสิ้น 33 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งบริษัททั้งหมดประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการถือครองและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้ จากพฤติการณ์ของนิติบุคคลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการหลบเลี่ยงกฎหมายซึ่งเห็นว่าที่ผ่านมามีช่องทางในการจดทะเบียนโดยใช้นอมินีคนไทยช่วยเหลือสนับสนุนให้ต่างชาติประกอบธุรกิจและถือครองอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่กรมฯ ได้มีคำสั่งยกระดับมาตรการเพิ่มความเข้มข้นในการจดทะเบียนจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงนิติบุคคลที่จะอาศัยนอมินีได้ยากขึ้น ทำให้การจดทะเบียนที่ใช้คนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างชาติ โดยคนต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% มีปริมาณลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบเพียงจำนวน 5 รายเท่านั้น
อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่สูงก็ตาม กรมฯ ก็จะดำเนินการตรวจสอบและเฝ้าระวังป้องกันการจดทะเบียนและการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบคนไทยหรือยึดครองอสังหาริมทรัพย์ของไทยไปอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ความผิดในฐานใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) และผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งให้เลิกการประกอบธุรกิจหรือยุติการถือหุ้นที่ฝ่าฝืนกฎหมายได้





