
ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด 17 ลูกหนี้ คดีกรุงไทยปล่อยกู้กฤษดามหานคร
'ราชกิจจานุเบกษา' เผยแพร่คำสั่งศาลล้มละลายกลาง พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ 17 ราย ทั้งบุคคลและนิติบุคคล คดีธนาคารกรุงไทยฟ้องล้มละลาย จากกรณีปล่อยกู้กฤษฎามหานคร เจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้ได้ภายใน 2 เดือน
KEY
POINTS
- ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ 17 ราย ตามคำฟ้องของธนาคารกรุงไทยในคดีปล่อยกู้กลุ่มกฤษดามหานคร
- ลูกหนี้ประกอบด้วยอดีตผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกรุงไทยและกลุ่มผู้บริหารของกฤษดามหานคร ซึ่งรวมถึงนายวิโรจน์ นวลแข และนายวิชัย กฤษดาธานนท์
- คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบเป็นวงเงินกว่า 9,900 ล้านบาทให้แก่เครือกฤษดามหานคร
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.6044/2569 ของศาลล้มละลายกลาง กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นคดีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องลูกหนี้รวม 17 ราย ให้ล้มละลาย ประกาศฉบับนี้ลงนามโดยนางกนกพร เลิศวรญาณ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
ตามประกาศระบุว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งลงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้ง 17 รายเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ประกอบด้วยบุคคลธรรมดา 15 ราย และนิติบุคคล 2 ราย
โดยลูกหนี้ที่ 13 ระบุชื่อว่าเคยใช้ชื่อ บริษัท เอเคเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน)
รายชื่อลูกหนี้ที่ปรากฏในประกาศ ได้แก่ นายวิโรจน์ นวลแข, นายมัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา, นายพงศธร สิริโยธิน, นายสุวิทย์ อุดมทรัพย์, นายวันชัย ธนิตติราภรณ์, นายไพโรจน์ รัตนะโสภา, นายประพันธ์พงศ์ ปราโมทย์กุล, นางสาวกุลวดี สุวรรณวงศ์, นางสุวรัตน์ ธรรมรัตนพคุณ, นายประวิทย์ อดีตโต, นางศิริวรรณ ชินอิสระยศ, บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี่ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด, บริษัทในเครือกฤษดามหานครดังกล่าว, นายบัญชา ยินดี, นายวิชัย กฤษดาธานนท์, นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ และนายไมตรี เหลืองนิมิตรมาศ
อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง
ประกาศระบุว่า นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
โดยบุคคลที่เป็นหนี้ลูกหนี้หรือครอบครองทรัพย์สินของลูกหนี้ ต้องแจ้งข้อมูลต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 1 เดือนนับแต่ทราบคำสั่ง หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท ตามมาตรา 173/1
เจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้ได้ภายใน 2 เดือน
สำหรับเจ้าหนี้ที่ต้องการขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ ไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ณ ฝ่ายคำคู่ความ สำนักงานเลขานุการกรม กรมบังคับคดี หรือสำนักงานบังคับคดีในพื้นที่ที่ลูกหนี้มีภูมิลำเนา ภายในกำหนด 2 เดือนนับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นวันลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา
บุคคลมีชื่อเสียงในประกาศ อยู่ในตำแหน่งใดบ้าง
ฐานเศรษฐกิจ ตรวจสอบรายชื่อลูกหนี้ทั้ง 17 รายในคำสั่งศาล แบ่งได้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง 2 กลุ่มหลัก ดังนี้
1.ฝั่งอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย
- นายวิโรจน์ นวลแข (ลูกหนี้ที่ 1) อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทสำคัญในการอนุมัติสินเชื่อที่เป็นชนวนของคดี
- นายมัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา และ นายพงศธร สิริโยธิน (ลูกหนี้ที่ 2 และ 3) อดีตผู้บริหารและกรรมการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของธนาคาร
2. ฝั่งกลุ่มธุรกิจกฤษดามหานคร
- นายวิชัย กฤษดาธานนท์ (ลูกหนี้ที่ 15) ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่
- นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ (ลูกหนี้ที่ 16) นักธุรกิจในเครือกฤษดามหานคร
- บริษัท เอเคเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ลูกหนี้ที่ 13) นิติบุคคลที่เคยใช้ชื่อ บมจ.เอคิว เอสเตท และ บมจ.กฤษดามหานคร มาก่อน ซึ่งเป็นบริษัทศูนย์กลางของคดีสินเชื่อที่ธนาคารกรุงไทยอนุมัติให้
ย้อนรอย "มหากาพย์" คดีกรุงไทย-กฤษดามหานคร
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นย้อนไปในช่วงปี 2546-2547 เมื่อธนาคารกรุงไทยอนุมัติสินเชื่อวงเงินกว่า 9,900 ล้านบาทให้แก่บริษัทในเครือกฤษดามหานคร ทั้งที่ตัวบริษัทมีภาระหนี้สูงและเคยเป็นลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารมาก่อน โดยการอนุมัติดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ปกติของธนาคารและเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม จนกลายเป็นคดีทุจริตปล่อยกู้ที่สั่นสะเทือนวงการธนาคารและการเมืองไทยมานานกว่าทศวรรษ
กระบวนการยุติธรรมในคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องดำเนินมาอย่างยาวนาน และมีตัวละครสำคัญทั้งนักการเมืองระดับประเทศ ผู้บริหารธนาคาร และนักธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก
จุดเริ่มต้นของการทุจริต เรื่องราวนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 2546 ในสมัยที่ นายทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยผู้บริหารธนาคารกรุงไทยในขณะนั้นได้มีการอนุมัติปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร เป็นจำนวนเงินสูงถึง 9,900 ล้านบาท ทั้งที่ในขณะนั้นบริษัทดังกล่าวมีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)
หลังจากได้รับเงินกู้ไปแล้ว กลุ่มกฤษดามหานครได้นำเงินไปชำระหนี้ให้กับธนาคารอื่น และมีการโอนเงินต่อไปยังบริษัทในเครือ รวมถึงบุคคลและนิติบุคคลอื่น ๆ อีกกว่า 150 ราย ซึ่งรวมถึงนายวิชัย กฤษดาธานนท์ เจ้าของโครงการด้วย
การดำเนินคดีและคำพิพากษา ความผิดปกติถูกตรวจพบโดยธนาคารแห่งประเทศไทย จนนำไปสู่การสอบสวนของ ป.ป.ช. และ คตส. ในช่วงปี 2547-2549 ต่อมาในปี 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกผู้บริหารธนาคารกรุงไทยและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งหลายรายได้ชดใช้โทษจนพ้นคุกออกมาแล้ว ในขณะที่ฝั่งผู้กู้อย่างนายวิชัย และนายรัชดา กฤษดาธานนท์ ก็ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานทุจริตเช่นเดียวกัน
ส่วนขยายสู่คดีฟอกเงินและคนใกล้ชิด "ชินวัตร" คดีนี้ยังขยายผลไปสู่การฟ้องร้องในข้อหาฟอกเงิน เนื่องจากมีการตรวจพบการโอนเงินในรูปแบบเช็คจากนายรัชดา เข้าสู่บัญชีของบุคคลในแวดวงใกล้ชิดนายทักษิณ
- นายทักษิณ ชินวัตร: ในปี 2562 ศาลฎีกาฯ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีร่วมปล่อยกู้กรุงไทย พร้อมเพิกถอนหมายจับ
- นายพานทองแท้ ชินวัตร: ถูกยื่นฟ้องกรณีรับเช็ค 10 ล้านบาท แต่ต่อมาในปี 2562 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้ยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และเชื่อว่าเป็นเงินที่มาจากการร่วมลงทุนทำธุรกิจรถซุปเปอร์คาร์
- นางกาญจนาภา หงษ์เหิน และ นายวันชัย หงษ์เหิน: เมื่อเดือนตุลาคม 2564 สำนักงานอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งไม่ฟ้องบุคคลทั้งสอง โดยอ้างอิงจากบรรทัดฐานคำพิพากษาที่ยกฟ้องนายพานทองแท้และนายทักษิณก่อนหน้านี้
โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเคยมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกอดีตผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกรุงไทยในปี 2558
ส่วนฝั่งผู้บริหารกลุ่มกฤษดามหานคร ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางก็ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกรวมหลายร้อยปีในความผิดฐานฟอกเงิน พร้อมสั่งให้ชดใช้เงินคืนนับพันล้านบาทเมื่อปี 2565







