
ผ่าทางตัน กสทช. วิกฤตศรัทธาองค์กรกำกับ เมื่อความขัดแย้งตัวบุคคลกลายเป็นอัมพาตอุตสาหกรรม
ทางสองแพร่ง บอร์ด กสทช. เมื่อปมวินิจฉัยคุณสมบัติประธานกลายเป็นชนวนสุญญากาศทางกฎหมาย ส่งผลกระทบอุตฯโทรคมนาคมและทีวีดิจิทัล "หมอลี่" เตือนอุปสรรคเกิดจากบุคคลเพียงคนเดียว เร่งผ่าทางตันก่อนโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลเสียหาย
KEY
POINTS
- เกิดความขัดแย้งรุนแรงในบอร์ด กสทช. โดยกรรมการ 3 ท่านปฏิเสธเข้าร่วมประชุม เนื่องจากกังวลสถานะทางกฎหมายของประธาน กสทช. (ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์) ซึ่งอาจทำให้มติที่ประชุมเป็นโมฆะ
- ประธาน กสทช. ยืนยันว่าตนยังมีอำนาจตามกฎหมายจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง และเตรียมยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อโต้แย้งมติของคณะกรรมการสรรหาที่ชี้ว่าตนขาดคุณสมบัติ
- ภาวะสุญญากาศในการตัดสินใจของ กสทช. ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรม ทำให้การดำเนินงานสำคัญล่าช้า เช่น แนวทางการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัล และแผนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง (USO)
- ทางออกของปัญหายังไม่ชัดเจน โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่าต้องรอให้วุฒิสภา (สว.) มีมติอย่างเป็นทางการตามขั้นตอนของกฎหมายก่อน รัฐบาลจึงจะดำเนินการต่อไป
ปฏิเสธไม่ได้ว่า รอยร้าวภายใน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) ได้ก้าวเข้าสู่ภาวะแตกหักอย่างสิ้นเชิง สะท้อนชัดจากการประชุมบอร์ด กสทช. นัดที่ 22/2569 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
แม้ช่วงก่อนเริ่มการประชุม บรรดาเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ร่วมมอบดอกไม้ให้กำลังใจ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. แต่ทันทีที่เปิดประตูเข้าห้องประชุมเพื่อทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม กลับเกิดภาวะสุญญากาศและความขัดแย้งทางกฎหมายอย่างรุนแรง
อ่านข่าว: เปิดเอกสาร "คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช" ลงมติ ประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติ
3 กรรมการ เบรกประชุม หวั่นมติไร้ผลทางกฎหมาย
ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก กรรมการ กสทช. จำนวน 3 ท่าน ได้แก่
-
พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ (กรรมการ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง)
-
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต (กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์)
-
รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย (กรรมการ กสทช. ด้านเศรษฐศาสตร์)
กรรมการทั้ง 3 ท่าน มีความเห็นสอดคล้องกันถึงความไม่ชัดเจนในสถานะทางกฎหมายของ ประธาน กสทช. สืบเนื่องจากคณะกรรมการสรรหาฯ ได้มีมติเป็นที่สุดแล้วว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ สละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553
กลุ่มกรรมการยืนยันว่า พร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ แต่เนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุด การร่วมลงมติใด ๆ ในขณะที่ประธาน ยังมีข้อคลางแคลงใจเรื่องคุณสมบัติ อาจส่งผลให้มติที่ออกมาเสี่ยงต่อการเป็นโมฆะ และ ทำให้กรรมการท่านอื่นไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย อีกทั้งยังสร้างความเสียหายวงกว้างต่อผู้รับใบอนุญาต ผู้บริโภค และอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั้งระบบ ขณะที่ พล.อ.ต. ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการ กสทช. ด้านกฏหมาย ได้เสนอให้สำนักงาน กสทช. เร่งทำความเห็นทางกฎหมายมาชี้แจงต่อองค์ประชุม
‘หมอสรณ’ งัด ม.20 ยันอำนาจสมบูรณ์ จ่อฟ้องศาลปกครอง
ด้าน ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ได้โต้แย้งมติของคณะกรรมการสรรหาอย่างชัดเจน โดยชี้ว่าไม่เห็นด้วยมาโดยตลอด เนื่องจากมองว่าเป็นการกระทำเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา พร้อมเตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน เพื่อขอความคุ้มครองและให้มีคำพิพากษาถึงที่สุด
นอกจากนี้ ประธาน กสทช. ยังยกข้อกฎหมายตามมาตรา 20 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มายืนยันว่า การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง และ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตราบใดที่ยังไม่มีกระบวนการดังกล่าว ถือว่าตนเองยังมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการเป็น ประธาน เพื่อพิจารณาวาระสำคัญของประเทศ พร้อมเตือนว่า การงดเว้นไม่เข้าร่วมประชุมของกรรมการท่านอื่นอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ และ ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย
นายกฯ ชี้ต้องรอมติ สว. ตามขั้นตอนกฎหมาย
ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการนำความกราบบังคมทูลฯ ให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. เนื่องจากขาดคุณสมบัติ ว่า ทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายระบุไว้ โดยต้องรอให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีมติออกมาอย่างเป็นทางการ เมื่อผลมติ สว. ออกมาเป็นอย่างไร รัฐบาลก็จะปฏิบัติตามนั้น โดยจะไม่กระทำการใดที่ขัดต่อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน
“หมอลี่” เตือนอุปสรรคอยู่ที่บุคคล กระทบโรดแมปทีวีดิจิทัล-USO
ขณะที่ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. และอดีตประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม ให้ความเห็นว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหามีมติเรื่องการขาดคุณสมบัติ ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย มีมุมมองวิเคราะห์ว่า อุปสรรคที่เกิดขึ้นมาจากบุคคลเพียงคนเดียว หากปัญหานี้ได้รับการปลดล็อก การดำเนินงานขององค์กรก็จะราบรื่นขึ้น แต่หากอุปสรรคยังคงอยู่ ภารกิจสำคัญต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ และ กลายเป็นคำถามว่าเหตุใดบอร์ด กสทช. ทั้ง 7 คน จึงไม่สามารถทำงานร่วมกันได้
ความล่าช้าดังกล่าวกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลที่จะสิ้นสุดลงในปี 2572 ซึ่งผู้ประกอบการต้องการความชัดเจนจาก กสทช. เรื่องแนวทางการประมูลคลื่นความถี่ ราคาเริ่มต้นการประมูล และ จำนวนช่องสัญญาณที่จะเปิดประมูล เพื่อให้ภาคธุรกิจเตรียมความพร้อมว่ารายใดจะไปต่อหรือถอยหลังจากธุรกิจ แต่ปัจจุบัน กสทช. ยังไม่มีคำตอบเชิงนโยบายที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นภารกิจการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) ซึ่งเดิมฝ่ายกฎหมายกำหนดให้จัดทำเป็นแผน USO ระยะยาว 5 ปี เพื่อขยายโครงข่ายสาธารณะไปสู่ผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกล แต่บอร์ด กสทช. ชุดปัจจุบันกลับอนุมัติแผน USO แบบปีต่อปี จนเกิดคำถามถึงความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการพัฒนาราชการแผ่นดิน
การประชุมบอร์ด กสทช. นัดถัดไปในวันที่ 5 และ 6 สิงหาคม 2569 จะยังคงตกอยู่ในภาวะสุญญากาศและเกิดปรากฏการณ์ “บอร์ดล่ม” อีกหรือไม่? และ ทางออกทางกฎหมายในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและสื่อกระจายเสียงของประเทศจะสิ้นสุดลงอย่างไร เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด.







