thansettakij
thansettakij
สิ้นสุดการรอคอย ‘วัดพระมหาธาตุฯ’ ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 9 ของไทย

สิ้นสุดการรอคอย ‘วัดพระมหาธาตุฯ’ ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 9 ของไทย

25 ก.ค. 69 | 08:29 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ก.ค. 69 | 08:30 น.

ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียน 'วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร' จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ ทำให้ไทยมีมรดกโลกรวม 9 แห่ง และเป็นมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้

KEY

POINTS

  • คณะกรรมการมรดกโลกมีมติรับรองให้ "วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร" จังหวัดนครศรีธรรมราช ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม
  • ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกรวมทั้งสิ้น 9 แห่ง และนับเป็นมรดกโลกแห่งแรกในพื้นที่ภาคใต้
  • การขึ้นทะเบียนสะท้อนคุณค่าในฐานะศูนย์กลางการหลอมรวมอารยธรรม ความเชื่อ และศิลปะจากเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 มีมติรับรองให้ "วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร" จังหวัดนครศรีธรรมราช ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก นับเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 ของไทย และทำให้ประเทศไทยมีมรดกโลกรวม 9 แห่ง พร้อมสร้างประวัติศาสตร์เป็นมรดกโลกแห่งแรกในพื้นที่ภาคใต้

วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร มรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย

ยูเนสโกรับรอง "วัดพระมหาธาตุฯ" ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ซึ่งจัดขึ้น ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี มีมติรับรองให้ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

การพิจารณามีขึ้นเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม

ผลการพิจารณาครั้งนี้ทำให้ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร กลายเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 ของประเทศไทย และส่งผลให้ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกรวม 9 แห่ง ทั้งยังเป็น มรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ อีกด้วย 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า สุชาติ กล่าวว่า พวกเรารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่วัดพระมหาธาตุฯ ได้รับการยอมรับในคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล ในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาในระดับภูมิภาค ในช่วงศตวรรษที่ 8 

รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการเสนอขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกโลก เนื่องจากมีส่วนสำคัญในการสร้างและกระจายรายได้สู่ชุมชน รวมถึงกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ แหล่งมรดกโลกแห่งใหม่นี้เป็นแหล่งมรดกโลกแหล่งที่ 9 ของไทย และที่สำคัญคือ เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทยด้วย

ในนามของรัฐบาลไทย และคณะผู้แทนไทย ขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อคณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน พวกเราได้ทุ่มเททำงานอย่างหนักมานานกว่าสิบปี การเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในครั้งนี้ เป็นความพยายามร่วมกันของหลายหน่วยงานรวมถึงชุมชนที่เกี่ยวข้อง

รอคอยกว่า 14 ปี หลังเข้าสู่บัญชีชั่วคราวตั้งแต่ปี 2555

วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ได้รับการบรรจุไว้ใน บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของยูเนสโกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ก่อนจะได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้

การขึ้นทะเบียนได้รับการพิจารณาภายใต้หลัก คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value: OUV) ซึ่งสะท้อนบทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางการหลอมรวมอารยธรรม ความเชื่อ และศิลปวัฒนธรรมของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

โดดเด่นด้วยการหลอมรวมศาสนาและศิลปกรรมระดับภูมิภาค

คณะกรรมการมรดกโลกเห็นว่า วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นหลักฐานสำคัญของการผสมผสานระหว่าง ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะปาละแห่งนาลันทา ชวาภาคกลาง ศรีลังกา และวัฒนธรรมมอญ ก่อนจะพัฒนาจนกลายเป็นต้นแบบที่ส่งอิทธิพลต่อศาสนสถานในประเทศไทย มาเลเซีย และภูมิภาคโดยรอบ

ยูเนสโกพิจารณาขึ้นทะเบียนภายใต้ เกณฑ์ข้อที่ 2 (Criterion ii) ซึ่งสะท้อนการแลกเปลี่ยนคุณค่าทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมระหว่างภูมิภาค และ เกณฑ์ข้อที่ 6 (Criterion vi) ที่แสดงถึงความเชื่อ ประเพณี และมรดกทางจิตวิญญาณที่ยังคงมีชีวิตและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ศูนย์กลางศรัทธา เชื่อมโยงโนราและวิถีชุมชน

นอกจากคุณค่าด้านสถาปัตยกรรมแล้ว วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของชาวนครศรีธรรมราช และเป็นพื้นที่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสนสถานกับชุมชนอย่างแนบแน่น

แหล่งมรดกแห่งนี้ยังเชื่อมโยงกับมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นประเพณีทางศาสนา ตำนานท้องถิ่น และศิลปะการแสดง โนรา ซึ่งล้วนสะท้อนอัตลักษณ์ของภาคใต้ และมีอิทธิพลต่อชุมชนและศาสนสถานในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

การได้รับการขึ้นทะเบียนครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการยกระดับคุณค่าของวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ในเวทีโลก แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดนครศรีธรรมราชและภาคใต้ในระยะยาว