
ภาคประชาชน ร่วมไว้อาลัยเหตุเพลิงไหม้ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’
ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมวางดอกไม้ไว้อาลัย เหตุการณ์ไฟไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เรียกร้องใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ชงภาครัฐเร่งดำเนินการ 5 ข้อ
KEY
POINTS
- ภาคประชาชนร่วมวางดอกไม้ไว้อาลัยผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้ พร้อมยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล
- เรียกร้องให้แก้ไข พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 เพื่ออุดช่องโหว่ร้านอาหารกึ่งผับ และจัดระเบียบโซนนิ่งใหม่
- เสนอให้ทบทวนนโยบายขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงตี 4 และเร่งตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการทั่วประเทศ
- เรียกร้องให้ตรวจสอบความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างครอบคลุมและเป็นธรรม
วันนี้ (15 กรกฎาคม 2569) ภาคีเครือข่ายร่วมกับเครือข่ายพลังผู้สูญเสีย ร่วมกันวางดอกไม้ไว้อาลัยต่อผู้สูญเสียเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว พร้อมอ่านแถลงการณ์ แสดงความเสียใจและส่งพลังให้ผู้บาดเจ็บ และเรียกร้องการจัดระเบียบสถานบริการ
สถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการทั่วประเทศ จัดระบบโซนนิ่งใหม่ที่สอดคล้องความเป็นจริง ปิดการรับส่วย ด้วยการแก้ไขพ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 ที่ประชาชนมีส่วนร่วม และทบทวนการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงตี 4
ต้องเข้มงวดใช้กฎหมายจริงจัง
นายมหาโภคัย ขำกระแสร์ บิดาของ ด.ช.ณัฐพงศ์ ขำกระแสร์ (น้องปูอัด) ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาของโรงเรียนวัดเขาพระยาจังหาร จังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้ก็เป็นเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่เหมือนกัน แม้ว่าลักษณะการเกิดจะไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งรถบัสทัศนศึกษาที่ไม่สามารถเปิดประตูฉุกเฉินได้ และเหตุการณ์ล่าสุดไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ก็มีปัญหาเรื่องประตูหนีไฟเช่นเดียวกัน
ดังนั้น อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย เรื่องรถ เมื่อถึงคราวตรวจสอบสภาพ ก็ต้องตรวจสอบจริง เอารถมาตรวจจริง ไม่ใช่แค่เอาเล่มรถ มาดำเนินการ ส่วนสถานบันเทิง ก็ต้องทำให้ถูกต้อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดให้ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยอย่างไรก็ต้องทำอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่คิดว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ที่กำกับดูแล ก็ต้องกำกับให้เป็นไปตามกฎหมายด้วย ไม่ปล่อยปละละเลย หรือละเว้น สุดท้ายอยากฝากถึงผู้สูญเสียและครอบครัว ขอให้ทุกคนเข้มแข็งเข้าไว้ แม้การจะผ่านช่วงเวลาไปในแต่ละวันให้ได้มันยากยิ่ง และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสภาพจิตใจอย่างมาก และอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลสภาพจิตใจของบุคคลในครอบครัว และผู้บาดเจ็บอย่างใกล้ชิด การให้กำลังใจกันของคนรอบข้างมีความสำคัญมากจริงๆ ที่สำคัญผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บต้องได้รับการชดเชยที่เป็นธรรม
อุดช่องโหว่กฎหมาย-ใช้โซนนิ่ง
ด้านนายธีระ วัชรปราณี ผอ.สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้สูญเสีย และครอบครัวทุกครอบครัวจากเหตุการณ์เหตุเพลิงไหม้ร้าน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากและเสียชีวิตแล้วกว่า 30 ราย
เหตุการณ์ครั้งนี้ยังได้สะท้อนถึงช่องว่างของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ดำเนินสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ โดยใช้ใบอนุญาตร้านอาหาร แต่ให้บริการในรูปแบบร้านอาหารกึ่งผับ มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การแสดงดนตรีสด ฯลฯ ทั้งที่หากเป็นสถานบริการประเภทผับบาร์ จะมีมาตรฐานความปลอดภัยเข้มงวดกว่า รวมถึงมีการกำหนดโซนนิ่งด้วย ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีร้านอาหารลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกที่ไม่มีหน่วยงานใดระบุจำนวนที่แน่นอนได้
“แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี แต่โศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านมาตรฐานความปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมาย และการกำกับดูแลสถานประกอบการที่เปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการ
ทุกครั้งที่เกิดเหตุ เรามักได้ยินคำว่าจะตรวจสอบ, จะดำเนินคดี และจะถอดบทเรียน จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก แต่สุดท้าย ความสูญเสียก็ยังเกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ครอบครัวต้องสูญเสียคนที่รัก ผู้บาดเจ็บจำนวนมากต้องเผชิญผลกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ และภาระทางเศรษฐกิจไปตลอดชีวิต”
ชง 5 ข้อเรียกร้องรัฐบาล
ขณะที่นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังนี้
1.ขอให้เร่งตรวจสอบความรับผิดของหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา ทั้งในขั้นตอนการอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย และการกำกับดูแลสถานประกอบการ หากพบการเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปล่อยปละละเลย ต้องมีการดำเนินการทางวินัยและทางกฎหมายอย่างจริงจัง รวมถึงตรวจสอบการกระทำการที่เสี่ยงต่อความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
2.ขอให้ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นอีก จัดการกับสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการและร้านอาหารที่มีการขออนุญาตให้เล่นดนตรีสด ตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข ให้เข้าระบบ ทบทวนการจัดโซนนิ่งที่เป็นจริงสอดคล้องกับสภาพสังคม
ที่สำคัญคือปิดช่องว่างการเรียกรับส่วย การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ มีระบบกำกับดูแลอย่างตรวจสอบอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ภาคประชาชนเตรียมล่ารายชื่อเสนอร่างแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าวต่อสภาในเร็วๆนี้ด้วย
3.ขอให้ทบทวนนโยบายขยายเวลาการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานบริการจนถึงเวลา 04.00 น. เนื่องจากการเพิ่มชั่วโมงการดื่มมีแนวโน้มเพิ่มการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดความสามารถในการตัดสินใจและการควบคุมตนเอง ส่งผลให้ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางถนน ความรุนแรง การบาดเจ็บและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น
รวมทั้งเพิ่มภาระต่อระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินและหน่วยงานด้านความปลอดภัย อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงในการที่บุคคลจะรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เพียงพอว่ามาตรการดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจคุ้มค่ากับผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงควรทบทวนนโยบายดังกล่าวเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
4.ขอให้เร่งตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการทั่วประเทศ รวมไปถึงสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ เช่น ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ ความจุของสถานที่ และการฝึกซ้อมอพยพ เป็นต้น
5. ขอให้เร่งจัดการระบบเยียวยาช่วยเหลือที่ครอบคลุม ทั้งค่ารักษาพยาบาล การฟื้นฟูร่างกาย-สภาพจิตใจ และการชดเชยความเสียหายที่เป็นธรรมกับผู้สูญเสียและบาดเจ็บทั้งหมด รวมถึงลูกจ้างที่ทำงานในร้านและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกราย







