thansettakij
thansettakij
วนลูปโศกนาฏกรรม 'ซานติก้า' ถึง 'โรงเบียร์ลาดพร้าว' ประตูหนีไฟ-ยันใบอนุญาต

วนลูปโศกนาฏกรรม 'ซานติก้า' ถึง 'โรงเบียร์ลาดพร้าว' ประตูหนีไฟ-ยันใบอนุญาต

13 ก.ค. 69 | 03:28 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.ค. 69 | 05:52 น.

เปิดความจริงหลังม่านกองเพลิง เจาะลึก 4 โศกนาฏกรรมไฟไหม้สถานบันเทิงไทย เมื่อ "โฟมซับเสียง" กลายเป็นมรณะ ประตูหนีไฟไม่มี หรือ มีก็ใช้ไม่ได้ หนำซ้ำทำธุรกิจเกินใบอนุญาตและปรับปรุงอาคารเพิ่ม ช่องโหว่กฎหมายที่ปล่อยให้คนผิดลอยนวล

KEY

POINTS

  • โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้สถานบันเทิงในไทยเกิดขึ้นซ้ำรอย ตั้งแต่เหตุการณ์ซานติก้าผับในปี 2552 จนถึงโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว โดยมีสาเหตุและรูปแบบความสูญเสียที่คล้ายคลึงกัน
  • จุดร่วมของปัญหาที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากคือความล้มเหลวของระบบทางหนีไฟ ซึ่งมักมีขนาดแคบ ถูกล็อก หรือมีสิ่งของกีดขวาง
  • การใช้วัสดุตกแต่งภายในที่ติดไฟง่าย โดยเฉพาะโฟมซับเสียง เป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและเกิดควันพิษ
  • สถานบันเทิงหลายแห่งหลีกเลี่ยงกฎหมายความปลอดภัยที่เข้มงวดด้วยการขอใบอนุญาตเป็น "ร้านอาหาร" และสะท้อนถึงความหละหลวมในการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ

ท่ามกลางแสงสีและเสียงดนตรีที่ขับกล่อมเหล่านักท่องเที่ยวในยามค่ำคืน ใครจะคาดคิดว่า "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" และสถานบันเทิงอื่นๆทุกแห่ง จากการไปพาความสุข อาจกลายเป็นวินาทีหนีตายจากกองเพลิงขนาดใหญ่ได้เพียงชั่วพริบตาเดียว

ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมข้อมูลพบว่า ตลอดช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมอัคคีภัยในสถานบันเทิงที่เกิดขึ้นซ้ำรอยอย่างเด่นชัดที่สุด

(แฟ้มภา) ภาพความเสียหายภายในซานติก้าผับเมื่อปี 2552

ความสูญเสียในแต่ละครั้งนำไปสู่การเรียกร้องให้ปฏิรูปกฎหมายและมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่เหตุการณ์ล่าสุดยังคงสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างทางกฎหมาย ปัญหาเชิงสถาปัตยกรรม และความหละหลวมในการกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่องที่ไม่เคยถูกแก้ไขให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

เมื่อความประมาทพ่นไฟใส่ "ซานติก้า" และ "ไทเกอร์"

หากจะย้อนรอยความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สถานบันเทิงไทย คงต้องเริ่มจากกรณีของ “ซานติก้าผับ” ในคืนรุ่งสางคืนเคาท์ดาวน์ปีใหม่ของวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552

เมื่อประกายไฟจากเอฟเฟกต์พลุบนเวทีพุ่งขึ้นไปติดโฟมซับเสียงและฝ้าเพดานไวไฟ ส่งผลให้อาคารย่านเอกมัยกลายเป็นเตาเผามนุษย์ที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 67 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 229 ราย

(แฟ้มภาพ) ความเสียหายภายในเมาน์เท่น บี

ในครั้งนั้นอาคารพื้นที่ 500 ตารางเมตรกลับแออัดไปด้วยนักท่องเที่ยวกว่า 1,000 คน ซึ่งเกินกว่าขีดความสามารถที่กฎหมายกำหนดไว้เท่าตัว 

ถัดมาในปี พ.ศ. 2555 ฝันร้ายได้ไปปรากฏที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ณ “ไทเกอร์ ดิสโก้เธค” เพลิงได้ลุกไหม้จากด้านบนเพดานชั้นสองและลุกลามอย่างรวดเร็วจากการเผาไหม้ของโฟมซับเสียงที่ฉีดพ่นใต้หลังคา

แม้จำนวนผู้เสียชีวิตจะอยู่ที่ 4 ราย และบาดเจ็บประมาณ 11-30 ราย แต่รูปแบบการเกิดเหตุกลับมีจุดร่วมที่น่าสะพรึงกลัวคือ "วัสดุไวไฟ" ที่ใช้ตกแต่งภายในซึ่งกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี

วนลูปโศกนาฏกรรม จาก "เมาน์เทน บี" ถึง "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว"

เกิดเหตุอีกครั้งที่ “เมาน์เทน บี” จังหวัดชลบุรี ในปี พ.ศ. 2565 โดยอาคารที่ดัดแปลงจากร้านอาหารมาเป็นผับปิดตายได้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรบนฝ้าเพดานเวที เปลวไฟลามติดแผ่นโฟมซับเสียงใต้หลังคาจนเกิดการระเบิดท่วมอาคารภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที เหตุการณ์นี้คร่าชีวิตนักเที่ยวไปถึง 26 ราย และบาดเจ็บอีก 42 ราย

นักดนตรีที่เคยเล่นที่นั่นเล่าว่าทางเข้าออกแคบมากและมักจะถูกล็อกกุญแจจากด้านนอกเพื่อป้องกันคนหนีบิล ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับซานติก้าผับที่ปิดตายทางหนี

ล่าสุดกลางดึกเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 โศกนาฏกรรมได้ย้อนกลับมากลางกรุงอีกครั้งที่ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” สถิติตัวเลขผู้สูญเสียพุ่งสูงจนน่าตกใจด้วยจำนวนผู้เสียชีวิต 27 ราย และบาดเจ็บอีก 63 ราย

สาเหตุเบื้องต้นพบว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณคัตเอาต์เหนือฝ้าเพดานเวที ก่อนจะลามติดวัสดุตกแต่งไวไฟ

สิ่งที่น่าสลดใจที่สุดคือทั้งกรณีซานติก้าและโรงเบียร์ลาดพร้าว พบร่างผู้เสียชีวิตจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในห้องน้ำ เนื่องจากผู้ประสบภัยสูญเสียทิศทางในควันทึบและเข้าใจว่าห้องน้ำเป็นจุดปลอดภัยที่มีน้ำ แต่สุดท้ายมันกลับกลายเป็น "กับดัก" ที่สะสมควันพิษจนขาดอากาศหายใจ

ประตูหนีไฟด้านหลังโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่เปิดไม่ได้

เปิดโครงข่าย "กลุ่มทุน" และความเชื่อมโยงที่คาดไม่ถึง

ในมิติของเจ้าของกิจการ ซานติก้าผับ บริหารโดย บริษัท ไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส (2003) จำกัด มีนายวิสุข เสร็จสวัสดิ์ หรือ "เสี่ยขาว" เป็นเจ้าของกิจการขณะที่ไทเกอร์ ดิสโก้เธค อยู่ภายใต้ร่มเงาของ “ไทเกอร์ กรุ๊ป” ทุนยักษ์ใหญ่ในภูเก็ต

สำหรับกรณีเมาน์เทน บี มีความพยายามใช้ "เสี่ยบี" และภรรยาออกหน้า แต่สุดท้ายศาลชี้ชัดว่าเจ้าของที่แท้จริงคือ "เสี่ยยศ" (บิดาของเสี่ยบี) ซึ่งเป็นผู้ออกทุนทั้งหมด

ความเชื่อมโยงที่น่าสนใจที่สุดปรากฏในกรณี โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่บริหารโดยนายสุวิชา ไศลบาท และนางบังอร ไศลบาท ข้อมูลจากการสืบค้นพบว่านายสุวิชาเคยเป็นเจ้าของร้านอาหารกึ่งผับชื่อ "ซาเล้ง" ที่จังหวัดยโสธร ซึ่งเคยเกิดเหตุเพลิงไหม้ใหญ่มาแล้วในปี 2562 ในลักษณะที่คล้ายคลึงกันอย่าง

เจาะลึก "จุดร่วม" ความหละหลวมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ฐานเศรษฐกิจ เจาะลึกพบว่าเหตุความสูญเสียในสถานบันเทิง เมื่อพิจารณาจากข้อมูลและหลักฐานในที่เกิดเหตุและรายงานการสอบสวนอย่างละเอียด จะพบว่ามี "จุดร่วม" ของปัญหาคล้ายๆเดิมของโศกนาฏกรรมแต่ละแห่ง

เริ่มจาก "ทางหนีไฟ" หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตพุ่งสูงในทุกเหตุการณ์คือ "ความล้มเหลวของระบบทางหนีไฟ" โดยข้อมูลจากเหยื่อและพยานในเหตุการณ์ เมาน์เทน บี และ ซานติก้าผับ สะท้อนภาพที่น่าสะพรึงกลัวคล้ายกัน คือทางเข้าออกหลักที่แคบเกินกว่าจะรองรับคนจำนวนมหาศาลที่ตื่นตระหนกได้

วนลูปโศกนาฏกรรม 'ซานติก้า' ถึง 'โรงเบียร์ลาดพร้าว' ประตูหนีไฟ-ยันใบอนุญาต

ในกรณีของเมาน์เทน บี ประตูด้านหลังร้านถูกล็อกด้วยแม่กุญแจอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันคนแอบเข้าหรือหนีบิล ทำให้เมื่อเกิดเพลิงไหม้ นักดนตรีและพนักงานที่อยู่ใกล้จุดนั้นที่สุดกลับไม่สามารถหลบหนีออกมาได้

นอกจากประตูที่ถูกล็อกแล้ว สิ่งกีดขวางในเส้นทางหนีไฟยังเป็นปัจจัยที่คาดไม่ถึง ดังเช่นกรณีล่าสุดที่ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งมีการระบุว่าบริเวณทางหนีไฟมี "โต๊ะขายลูกอม" และสิ่งของวางขวางทางอยู่ ทำให้การอพยพเป็นไปอย่างยากลำบากในความมืด

ประเด็นต่อมาคือ "เชื้อเพลิงจากวัสดุซับเสียง" อีกหนึ่งตัวการสำคัญที่ทำให้ไฟลุกลามรวดเร็วจนไม่มีใครตั้งตัวทันคือการใช้ "โฟมซับเสียง" (PU Foam) ที่ไม่ได้มาตรฐานทนไฟ

ในกรณีของ ซานติก้าผับ ประกายไฟจากพลุบนเวทีพุ่งขึ้นไปติดโฟมเหล่านี้เพียงไม่กี่วินาทีก่อนจะเกิดทะเลเพลิง เช่นเดียวกับ เมาน์เทน บี และ ไทเกอร์ ดิสโก้เธค ที่มีการฉีดพ่นโฟมซับเสียงไว้ใต้หลังคาเพื่อควบคุมเสียงสะท้อน
วัสดุเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ไฟลามทั่วอาคารในเวลาไม่ถึง 5 นาที

อีกจุดของเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่นักท่องเที่ยวต้องทุบกระจกหนีเอาตัวรอด

แต่เมื่อถูกเผาไหม้ยังปล่อยก๊าซพิษร้ายแรงออกมา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ประสบภัยหมดสติและเสียชีวิตก่อนที่จะถูกไฟคลอกด้วยซ้ำ

แม้จะมีกฎกระทรวง พ.ศ. 2555 ออกมาควบคุมวัสดุเหล่านี้หลังเหตุการณ์ซานติก้า แต่การบังคับใช้อย่างจริงจังยังคงเป็นคำถามสำคัญเมื่อเหตุการณ์เดิมยังคงเกิดขึ้นที่ลาดพร้าวและสัตหีบ

และสุดท้ายคือปัญหาด้าน "ใบอนุญาต" และ "การละเลยที่จะตรวจ" จนกลายเป็นการเปิด "ผับเถื่อน" ในคราบร้านอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานในกระบวนการขออนุญาตประกอบกิจการ

ข้อมูลการสอบสวนพบว่าสถานบันเทิงหลายแห่งมักเลี่ยงไปขออนุญาตเป็น "ร้านอาหาร" เพื่อหลีกเลี่ยงข้อบังคับที่เข้มงวดของกฎหมายสถานบริการ
 ดังเช่น เมาน์เทน บี ที่ขออนุญาตก่อสร้างเป็นเพียงร้านอาหารและจำหน่ายสุรา แต่กลับดัดแปลงเป็นอาคารปิดเพื่อทำเป็นผับและแสดงดนตรีสดในพื้นที่โซนนิ่งที่ห้ามเปิดสถานบริการ

นอกจากการประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง (Unlicensed) แล้วยังมีปัญหาคือการเปิดเกินเวลาที่กำหนด เป็นพฤติกรรมที่พบร่วมกันในคดีใหญ่ๆ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐปล่อยให้มีการเปิดบริการที่ผิดกฎหมายจนนำไปสู่ความสูญเสีย รวมถึงความล้มเหลวในการตรวจสอบอาคารและใบอนุญาตอย่างสม่ำเสมอ

บทเรียนการร้องขอความยุติธรรมและการเยียวยา

บทสรุปทางกฎหมายของแต่ละคดีมีปลายทางที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในคดีซานติก้าผับ ศาลฎีกาสั่งจำคุกเสี่ยขาว 3 ปี แต่ในทางแพ่งเหยื่อ 46 รายกลับไม่ได้รับเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว เพราะเจ้าของยื่นล้มละลายและไม่มีทรัพย์สินให้สืบทรัพย์

ส่วนไทเกอร์ ดิสโก้เธค จบลงด้วยการยกฟ้องคดีประมาทเนื่องจากพิสูจน์ว่าเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัยจากธรรมชาติ แต่ทางบริษัทตัดสินใจชดใช้รายละ 1 ล้านบาทเพื่อจบคดี

สำหรับ เมาน์เทน บี ศาลสั่งจำคุกเสี่ยยศและภรรยาคนละ 10 ปี 10 เดือน และเสี่ยบี 5 ปี 4 เดือน ปัจจุบันอยู่ระหว่างอุทธรณ์และติดกำไล EM แม้ศาลจะสั่งชดใช้เงินหลักล้านแต่เหยื่อได้รับจริงเพียงหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทเท่านั้น

และในกรณี โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ต้องติดตามต่อว่าจะมีการเยียวยาอย่างไรและกระบวนการยุติธรรมจะเอาผิดใครได้บ้าง