
รัฐบาลยกเครื่อง ‘สำนักงานพระพุทธศาสนา’ ตั้งกองใหม่จัดการศาสนสมบัติวัด
ครม.ไฟเขียวการปรับโครงสร้างภายในของ ‘สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ’ ให้เหมาะสมกับสภาพของงานที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมตั้งจัดตั้งกองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติวัด
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและให้สอดคล้องกับภารกิจในปัจจุบัน
- มีการจัดตั้ง "กองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัด" ขึ้นใหม่ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพย์สิน การเงิน และบัญชีของวัดโดยเฉพาะ
- ปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานภายในหลายส่วน เช่น เปลี่ยนชื่อ "สำนักงานศาสนสมบัติ" เป็น "กองศาสนสมบัติกลาง" และจัดตั้งกองใหม่อีกหลายกอง อาทิ กองกฎหมาย และกองยุทธศาสตร์และแผนงาน
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว
สำหรับการดำเนินการดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. 2557 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้สอดคล้องและเหมาะสมกับภารกิจในปัจจุบัน
ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงาน การกำกับดูแลและการให้บริการด้านพระพุทธศาสนา โดยปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการ รวมทั้งหน้าที่และอำนาจของ พศ. ให้สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้นและเหมาะสมกับสภาพของงานที่เปลี่ยนแปลงไป มีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้
ยุบรวมกองส่งเสริมงานเผยแพร่-สนง.พุทธมณฑล
ทั้งนี้ได้เปลี่ยนชื่อสำนักงานเลขานุการกรมเป็น “สำนักงานผู้อำนวยการ” พร้อมทั้งปรับหน้าที่และอำนาจโดยการเพิ่มเติมงานอนุรักษ์เอกสารหลักฐานสำคัญ การสร้างการรับรู้และการประชาสัมพันธ์ การดำเนินงานด้านพระพุทธศาสนา รวมทั้งการดำเนินการทางวินัยและการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหาร กิจการและงานเลขานุการที่เกี่ยวข้อง กับการอนุรักษ์ และพัฒนาพุทธมณฑล
รวมทั้งยุบรวมกองส่งเสริมงานเผยแพร่พระพุทธศาสนา และสำนักงานพุทธมณฑล เป็น “กองส่งเสริมพุทธมณฑลและการเผยแพร่พระพุทธศาสนา” และปรับหน้าที่ และอำนาจเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อพัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา
เปลี่ยนชื่อสำนักงานศาสนสมบัติ
เช่นเดียวกับเปลี่ยนชื่อสำนักงานศาสนสมบัติเป็น “กองศาสนสมบัติกลาง” และปรับหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการศึกษา วิเคราะห์ วางระบบ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติในการจัดประโยชน์และพัฒนารายได้ของศาสนสมบัติกลางและวัดร้าง ซึ่งเป็นการระบุขอบเขต ของหน้าที่ และอำนาจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงได้แยกภารกิจในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุม แนะนำ และช่วยเหลือในการจัดการศาสนสมบัติของวัดไปอยู่ในภารกิจของกองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัดที่จัดตั้งขึ้นใหม่
ขณะเดียวกันยังปรับหน้าที่และอำนาจ สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ในการรับสนองงานด้านการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ การขอพระราชทานสมณศักดิ์ การถวายนิตยภัต และการจัดทำทะเบียนประวัติพระสมณศักดิ์ พระสังฆาธิการและพระสงฆ์
พร้อมกันนี้ยังมีการจัดตั้งกองกิจการในสมเด็จพระสังฆราชและกิจการสนองพระราชดำริ ขึ้นใหม่ โดยมีหน้าที่และอำนาจในการรับสนองงานตามพระบัญชาและพระกรณียกิจของสมเด็จพระสังฆราชดำเนินงานตามพระราชดำริด้านพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์
ตั้งกองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัด
ทั้งนี้ยังจัดตั้งกองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัด มีหน้าที่และอำนาจเสนอแนะนโยบาย ศึกษาและกำหนดหลักเกณฑ์ ส่งเสริม กำกับดูแลและดำเนินการด้านการบริหารจัดการศาสนสมบัติ ระบบการเงิน บัญชีและทรัพย์สินของวัด รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อีกทั้งยังจัดตั้งกองกฎหมายขึ้นใหม่ มีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินงานด้านกฎหมาย ครอบคลุมการจัดทำและพัฒนากฎหมาย การดำเนินคดี การให้คำปรึกษา การคุ้มครองพระพุทธศาสนา การทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมาย และสนับสนุน การปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบหมาย
รวมถึงจัดตั้งกองยุทธศาสตร์และแผนงาน มีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติราชการ และงบประมาณ รวมทั้งติดตามและประเมินผลการดำเนินงานพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลและฐานข้อมูลสารสนเทศ ด้านพระพุทธศาสนา ตลอดจนพัฒนากลไกในการเฝ้าระวังและคุ้มครองพระพุทธศาสนา และสนับสนุน การปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
รับหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด
นอกจากนี้ยังปรับหน้าที่ และอำนาจสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด โดยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน ให้คำปรึกษา และกำกับ ดูแลการจัดการระบบการเงิน บัญชีและทรัพย์สินของวัด และการจัดให้มีเครือข่ายในการเฝ้าระวัง ป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาในระดับจังหวัด
อย่างไรก็ตามในขั้นตอนต่อจากนี้ ภายหลังจากครม.เห็นชอบร่างกฎหมายแล้ว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป







