
รัฐบาลยกเครื่องกฎหมายลูก ล็อตใหญ่ 2 เดือนชงครม. นำร่องช่วย 7 กลุ่มอุตสาหกรรม
รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย หารือภาคเอกชนจาก กกร. รับการบ้านแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ตั้งทีมร่วมรัฐ-เอกชน สังคายนา นำร่อง 7 กลุ่มอุตสาหกรรมตั้งเป้า 2 เดือน ชง ครม.ไฟเขียว
KEY
POINTS
- รัฐบาลร่วมมือกับภาคเอกชน (กกร.) เตรียมยกเครื่องกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ
- การแก้ไขจะนำร่องใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เกษตร ยานยนต์ และท่องเที่ยว เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
- ตั้งเป้าเสนอแนวทางแก้ไขกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาภายใน 2 เดือนข้างหน้า
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ถึงแนวทางการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ โดยในการหารือครั้งนี้ กกร. ได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้กับรัฐบาลพิจารณาเรียบร้อยแล้ว
สำหรับการรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เป็นไปตามแผนงาน Reinvent Thailand ของทาง กกร.โดยได้เสนอข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เกษตร ยานยนต์ สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ ท่องเที่ยว ค้าปลีก และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งทั้งหมดนี้ ภาคเอกชนเห็นว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
"ภาคเอกชน ได้สะท้อนปัญหาสำคัญในหลายมิติ อาทิ ความยุ่งยากซับซ้อนของข้อบังคับทางกฎหมายที่ล้าสมัย การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อันนำไปสู่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันระบบการเชื่อมโยงข้อมูล การปรับปรุงมาตรการปกป้องทางการค้าให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการปลดล็อคข้อจำกัดด้านพลังงานหมุนเวียนเพื่อตอบโจทย์บริบทโลกยุคใหม่" นายปกรณ์ ระบุ
นายปกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของภาคเอกชนและได้แลกเปลี่ยนกับภาคเอกชน ใน 3 ประเด็นหลัก คือ
1.ต้องแก้ไขวิธีคิด ไม่ใช่แค่แก้กฎหมายเป็นจุดๆ ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ “กฎหมายของโลกเก่า” ที่กำลังถูก Disrupt การแก้กฎหมายเพียงบางจุดอาจไม่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง แต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการออกแบบกฎหมายใหม่ทั้งระบบเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบัน
2.เร่งผลักดันทางการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing / Open Data) โดยผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐให้เป็นระบบเดียว เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชน และเพิ่มความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ในตัว
3.ต้องร่วมกันหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine) ทั้งนี้ได้ฝากโจทย์สำคัญให้ภาคเอกชนช่วยกันคิดว่านอกจากการแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจเดิมในปัจจุบันแล้ว ประเทศไทยควรมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ๆ อะไรบ้าง เพื่อเตรียมผลักดันกฎหมายรองรับธุรกิจในอนาคตและสร้างรากฐานไว้ให้ลูกหลานต่อไป
รองนายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในลำดับต่อไป เพื่อไม่ให้การหารือสูญเปล่า ได้กำหนดแผนงานและเวลาที่ชัดเจน โดยจะตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน โดยให้จัดตั้งคณะทำงานชุดเล็ก โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นประธาน และมีตัวแทนจาก กกร. 3 คน ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 3 คน และตัวแทนจาก ก.พ.ร. 3 คน
พร้อมกันนี้ยังเตรียมจัดทำแผนและเลือกเรื่องด่วน (Quick Wins) คณะทำงานจะนำเสนอข้อเสนอทั้งหมดมาคัดกรองจัดลำดับความสำคัญ และเลือกประเด็นที่สามารถทำได้ทันทีหรือประเด็นที่ทำเรื่องเดียวแต่แก้ปัญหาได้หลายด้าน เปรียบเสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว มาเป็นเรื่องนำร่อง พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยนำข้อเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายเข้าสู่การรับฟังความคิดเห็นส่วนกลางเป็นระยะเวลา 30 วัน
จากนั้นจึงนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 2 เดือน โดยตั้งเป้าหมายว่ากระบวนการทั้งหมดจะต้องได้ข้อสรุปเป็นรูปธรรมต่อไป







