
เจาะลึกข้อมูล DSI 'คดี Forex' ใครบ้างถูกเชื่อมโยง 3 กลุ่มใหญ่ เสียหายพันล้าน
เจาะลึกความเชื่อมโยง หลัง DSI เปิดปฏิบัติการ Shutdown the laundering ทลายเครือข่ายเทรด Forex ผิดกฎหมาย ยึดทรัพย์อื้อ ผู้เสียหายอ่วมคาดเสียหายรวมหลายพันล้านบาท
กองทรัพย์สินมหาศาลที่ถูกนำมาวางเรียงราย ไม่ว่าจะเป็นเงินสดมัดโต รถหรู นาฬิกาแบรนด์เนม และทองคำแท่ง ไม่ใช่เพียงแค่ของกลางในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทั่วไป แต่มันคือ "อนุสาวรีย์แห่งความสูญเสีย" ของเหยื่อจำนวนมากที่หลงเชื่อในคำลวงของการลงทุน Forex ที่ไม่ได้รับอนุญาต
เจาะขบวนการ 3 ขา: โบรกเกอร์ - IB - การฟอกเงินดิจิทัล
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นำทีมแถลงผลจากการสืบสวนเชิงลึกนานกว่า 6 เดือนของกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ ที่เริ่มแกะรอยจากกลุ่มสแกมเมอร์และพนันออนไลน์ จนไปพบเงื่อนงำสำคัญที่เชื่อมโยงกับระบบการชำระเงิน (Payment Gateway) ทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญให้ขบวนการเทรด Forex เถื่อน
จากการแถลงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เกี่ยวกับปฏิบัติการตรวจค้นทั้ง 24 จุด พบว่ามี นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ้น 19 บริษัท โดยประเภทธุรกิจที่บริษัทเหล่านี้จดทะเบียนประกอบการ มีรายละเอียดดังนี้
ธุรกิจให้คำปรึกษาและคำแนะนำ บางบริษัทจดทะเบียนในลักษณะการประกอบกิจการนิติบุคคลเพื่อให้คำปรึกษาด้านการลงทุน ให้คำแนะนำหรือบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน,
ธุรกิจโบรกเกอร์ (Broker Forex) เป็นกลุ่มบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับเทรด โดยมักกล่าวอ้างว่าจดทะเบียนในต่างประเทศ
ธุรกิจตัวแทนชักชวน (Introducing Broker - IB) กลุ่มที่ทำหน้าที่ชักชวน สอน หรือถ่ายทอดความรู้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนเข้ามาลงทุน
ธุรกิจระบบชำระเงิน (Payment Gateway) นิติบุคคลที่ประกอบกิจการเป็นทางผ่านของกระแสเงินจากโบรกเกอร์ เพื่อนำไปสู่การแปลงเป็นเงินดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอตั้งข้อสังเกตจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบด้วยว่า
- หลายบริษัทไม่ได้มีสภาพการประกอบธุรกิจจริงตามที่ได้จดทะเบียนไว้
- บางแห่งมีสภาพเป็นเพียงบ้านทาวน์เฮ้าส์ที่ไม่สอดคล้องกับการจดทะเบียนเป็นบริษัทขนาดใหญ่
- บางแห่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนทิ้งไว้แต่ไม่มีการดำเนินกิจการ (บริษัทร้าง) เพื่อใช้เป็นทางผ่านของเส้นทางการเงินเท่านั้น
นอกจากนี้ดีเอสไอเปิดเผยภาพฉายของขบวนการนี้ที่แบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบ 3 กลุ่มใหญ่
กลุ่มแรกคือ "Broker Forex" ที่มักกล่าวอ้างว่าจดทะเบียนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียน เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ยืนยันชัดเจนว่าไม่เคยอนุญาตให้ใครประกอบธุรกิจเทรด Forex ในไทย
กลุ่มที่สองคือ "IB" (Introducing Broker) หรือผู้นำจิตวิทยามาใช้ชักชวนเหยื่อ โดยการสร้างภาพลักษณ์ความร่ำรวย โชว์ทรัพย์สินหรูหราให้ดูเหมือนได้มาจากการเทรด
กลุ่มสุดท้ายคือ "Payment Gateway" นิติบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของเงิน ก่อนจะถูกแปลงสภาพเป็น "เงินดิจิทัล" ผ่านทาง Hardware Wallet เพื่อให้ยากต่อการติดตาม
เส้นทางเงิน 28 ล้านสะเทือน สส. และชื่อ "ดาราดัง"
ประเด็นที่สังคมจับตามองมากที่สุด คือการพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปยังบุคคลระดับบิ๊ก การสืบสวนพบว่าบริษัท ALPFX ซึ่งทำหน้าที่เป็นโบรกเกอร์ ได้โอนเงินผ่านบริษัท Spark Digital และบริษัทเครือข่าย ก่อนที่เงินจะไหลเข้าสู่บัญชีของ "นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)ปัจจุบัน เป็นจำนวนเงินสูงถึง 28 ล้านบาท
โดยมีข้อสังเกตคือ มีการโอนเงินถึง 14 ครั้ง ครั้งละ 2 ล้านบาท ภายในวันเดียวในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567
เนื่องจากปัจจุบันอยู่ระหว่างสมัยประชุมสภาฯ ซึ่งมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ทางเจ้าหน้าที่จึงเตรียมออกหนังสือเชิญมาให้ข้อมูลหลังปิดสมัยประชุม
ข้อมูล DSI สรุปเส้นทางการเงิน 28 ล้านเชื่อมโยงภาวุฒิ
ต้นทางและเครือข่ายบริษัท: เส้นเงินนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มบริษัทโบรกเกอร์ โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในชื่อ ALPFX ซึ่งจากการตรวจสอบสถานที่ตั้งพบว่าเป็นเพียงบ้านทาวน์เฮ้าส์ที่ดูไม่สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจตามที่จดทะเบียนไว้
กระบวนการโอนเงิน: เงินจาก ALPFX มีความเชื่อมโยงอย่างต่อเนื่องไปยังบริษัท Spark Digital โดยกลุ่มโบรกเกอร์จะโอนเงินผ่านนิติบุคคลรวม 2 ทอด ก่อนจะเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของ สส. ท่านดังกล่าว
พฤติการณ์ที่น่าสงสัย
- ยอดเงินรวมทั้งหมดประมาณ 28 ล้านบาท
- มีการโอนเงินจำนวนหลายครั้ง รวมทั้งสิ้น 14 ครั้ง ครั้งละ 2 ล้านบาท
- การโอนทั้ง 14 ครั้งเกิดขึ้นภายใน "วันเดียว"ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567
- ดีเอสไอพบข้อสังเกตว่ามีการตัดยอดเงินผ่านบริษัทเข้าสู่บัญชีบุคคลภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
- เงินก้อนนี้ถูกระบุว่าเป็น "เงินปลายทาง" คือเงินที่ไหลออกจากกลุ่ม Broker, IB หรือ Payment ไปยังบุคคล ไม่ใช่เงินต้นทางที่ผู้เสียหายโอนเข้าเพื่อลงทุน
อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอยืนยันว่าในขณะนี้ นายภาวุฒิยังไม่มีสถานะเป็นผู้ต้องหา และการรับโอนเงินดังกล่าวอาจจะเป็นการรับเงินเดือนหรือในฐานะหุ้นส่วนตามปกติก็ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรอให้เจ้าตัวเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง, โดยจะมีการออกหนังสือเชิญมาให้ข้อมูลหลังจากปิดสมัยประชุมสภาฯ เนื่องจากปัจจุบันยังมีเอกสิทธิ์คุ้มครองในฐานะ สส.
โดยล่าสุดนายภาวุธออกมายืนยันแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับ Forex พร้อมระบุว่าเป็นธุรกรรมลงทุนทองที่ขาดทุน
ปรากฏชื่ออดีตพระเอกหนุ่ม "ฟิล์ม รัฐภูมิ"
นอกจากนี้ ในผังการแถลงของ DSI ชื่อของอดีตดารานักแสดงชื่อดัง "ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์" เข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะผู้ขับเคลื่อนบริษัท International Wealth ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มโบรกเกอร์อย่าง HFM ที่มีผู้เสียหายร้องเรียนเป็นจำนวนมาก
แม้ทางดีเอสไอจะยืนยันว่าบุคคลทั้งสองยัง "ไม่มีสถานะเป็นผู้ต้องหา" และพร้อมให้ความเป็นธรรมในการชี้แจง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลักฐานการโอนเงินที่เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาทีนั้น เป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ต้องขยายผลอย่างเคร่งครัด
พฤติการณ์ที่น่าสงสัย
- ฟิล์ม รัฐภูมิ มีความเกี่ยวข้องในฐานะผู้ขับเคลื่อนบริษัทที่ชื่อว่า International Wealth ซึ่งบริษัทนี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการประกอบธุรกิจของโบรกเกอร์ HFM
- ทางดีเอสไอระบุว่า ฟิล์ม รัฐภูมิ และบริษัท International Wealth มีลักษณะของการให้การสนับสนุน ให้คำปรึกษารวมไปถึงการประกอบธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มโบรกเกอร์ HFM ซึ่งเป็นหนึ่งในโบรกเกอร์ที่มีผู้เสียหายมาร้องเรียนว่าถูกหลอกลวง
- ในผังการสืบสวนของดีเอสไอ ได้จัดวางตำแหน่งความเกี่ยวข้องของ ฟิล์ม รัฐภูมิ ให้อยู่ในกลุ่มของ "โบรกเกอร์" (Broker)
- นอกจากนี้ยังมีการยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นเส้นทางการเงินที่ระบุว่ามีผู้เสียหายถูกหลอกลวงมูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท โดยมีหลักฐานการโอนเงินให้กับพี่ชายของ ฟิล์ม รัฐภูมิ ด้วย
อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอได้เน้นย้ำว่า ณ ขณะนี้ ฟิล์ม รัฐภูมิ ยังไม่มีสถานะเป็นผู้ต้องหา เป็นเพียงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการประกอบธุรกิจที่ผ่านมา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่พร้อมรับฟังคำชี้แจงเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป
เสียงสะท้อนจากเหยื่อ: "กราฟผี" และพอร์ตที่ถูกสั่งตาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันแถลงข่าว นางสาวฏีร์ญาภา วิจิตรมณีวัชร์ หรือน้ำเพชร อดีตผู้ประกวดนางงาม เป็นหนึ่งในผู้เสียหายในคดี เข้ายื่นหลักฐานให้กับดีเอสไอที่สูญเงินไปกว่า 70 ล้านบาท ได้ออกมาแฉกลโกงที่เจ็บแสบว่าขบวนการนี้มีการใช้ซอฟต์แวร์ควบคุมกราฟให้ไม่ตรงกับตลาดโลก มีการแกล้งทำให้ระบบหลุดจาก Server (Server Disconnection) ในจังหวะที่นักลงทุนกำลังจะได้กำไร และสุดท้ายคือการสั่ง "ล้างพอร์ต" จนเงินกลายเป็นศูนย์เพียงไม่กี่นาที เธอระบุว่าตอนแรกมิจฉาชีพจะทำให้เราตายใจด้วยกำไรวันละ 2-3 ล้านบาท ก่อนจะ "เช็คบิน" ในภายหลัง
สรุปมูลค่าความเสียหายและสเต็ปต่อไปของกระบวนการยุติธรรม
จากการบูรณาการงานร่วมกันระหว่าง DSI และตำรวจไซเบอร์ พบว่าปัจจุบันมีผู้เสียหายร้องเรียนแล้วกว่า 500 ราย และอาจพุ่งสูงขึ้นอีก โดยมูลค่าความเสียหายคาดการณ์ว่าอาจแตะระดับ "หลายพันล้านบาท"
สำหรับการอายัดทรัพย์สินเบื้องต้น ดีเอสไอได้ระงับบัญชีธนาคารไปแล้ว 77 ราย (แบ่งเป็นนิติบุคคล 20 ราย และบุคคล 57 ราย) พร้อมยึดของกลางรวมมูลค่ามหาศาล อาทิเงินสด 65 ล้านบาทเศษ รถหรู 5 คัน และรถจักรยานยนต์ 4 คัน ทองคำแท่งและรูปพรรณหนัก 50 บาท รวมถึงเงินแท่งอีก 12 กิโลกรัม นาฬิกาหรู 113 เรือน และกระเป๋าแบรนด์เนมกว่า 40 ใบ
กระบวนการจัดการทรัพย์สิน
สำหรับกระบวนการจัดการทรัพย์สินของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อนำมาคืนให้แก่ผู้เสียหายในคดี Forex นี้ มีขั้นตอนที่ดำเนินไปตามระเบียบกฎหมายอย่างเป็นระบบ ดังนี้
การระงับและอายัดทรัพย์สินเบื้องต้น ดีเอสไอได้ดำเนินการอายัดบัญชีธนาคารของผู้เกี่ยวข้องรวม 77 ราย ซึ่งประกอบด้วยนิติบุคคล 20 ราย และบุคคลธรรมดา 57 ราย นอกจากนี้ยังมีการระงับการทำธุรกรรมในส่วนของ Cryptocurrency หรือเงินดิจิทัลที่อยู่ภายใต้กฎหมายไทยด้วย
การตรวจยึดของกลางทางกายภาพ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจยึดทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงจากการตรวจค้น 24 จุด เช่น เงินสดกว่า 65 ล้านบาท รถหรู 5 คัน รถจักรยานยนต์ 4 คัน ทองคำแท่งและรูปพรรณหนักประมาณ 50 บาท รวมถึงนาฬิกาและกระเป๋าแบรนด์เนมจำนวนมาก
ขั้นตอนการพิสูจน์ทราบและคัดแยกทรัพย์สิน ดีเอสไอจะเร่งดำเนินการ "คัดแยก" ว่าเงินหรือทรัพย์สินส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และส่วนใดที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยจะให้โอกาสเจ้าของบัญชีหรือทรัพย์สินเข้ามานำเสนอข้อมูลและชี้แจงที่มาของทรัพย์สินต่อเจ้าหน้าที่
การบูรณาการข้อมูลผู้เสียหาย ดีเอสไอทำงานร่วมกับตำรวจไซเบอร์เพื่อรวบรวมรายชื่อและข้อมูลความเสียหายจากระบบรับแจ้งความออนไลน์ เพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงกับกลุ่มบริษัทที่เป็นตัวกลาง (Payment Gateway) และโบรกเกอร์ที่ถูกตรวจค้น
การเฉลี่ยคืนทรัพย์สิน (Pro-rata) เป้าหมายสูงสุดของการติดตามยึดทรัพย์ในคดีนี้ คือการนำทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้มาดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายเพื่อ "เฉลี่ยคืน" ให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
ทั้งนี้ ดีเอสไอได้แนะนำให้ผู้ที่ได้รับความเสียหาย หรือผู้ที่ลงทุนแล้วไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ให้รีบเข้ามาให้ข้อมูลและยื่นพยานหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิและได้รับการเฉลี่ยทรัพย์คืนในอนาคต






