
DSI ไล่เช็คบิล 8 คดีพิเศษ 'กักตุนน้ำมัน' เล็งออกหมายเรียกเพิ่ม
อธิบดี DSI ประชุมติดตามความคืบหน้าการสืบสวนและคดีพิเศษเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมัน ล่าสุดรับ 8 คดีพิเศษ 2 สำนวนสืบสวน แจ้งข้อหาเพิ่ม 1 คดี อีก 6 คดี ออกหมายเรียกนัดรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว พร้อมเปิดโอกาสให้นำพยานหลักฐาน ชี้แจงก่อนมีความเห็นทางคดี
KEY
POINTS
- ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ 8 คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น การกักตุน การปลอมปน และการออกใบกำกับการขนส่งโดยผิดกฎหมาย
- ออกหมายเรียกผู้ค้าน้ำมัน 6 รายในคดีที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำใบกำกับการขนส่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหา
- ผู้ต้องหา 5 รายจาก 6 รายที่ถูกออกหมายเรียกไม่มาพบพนักงานสอบสวน ดีเอสไอจึงเตรียมออกหมายเรียกเป็นครั้งที่ 2
กรณีที่คณะกรรมการคดีพิเศษ ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ให้กรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อน หรือก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 แล้วนั้น
ล่าสุด วันนี้ (12 มิถุนายน 2569) พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษภายใต้มติคณะกรรมการคดีพิเศษดังกล่าว โดยปัจจุบันมีคดีพิเศษภายใต้มติคณะกรรมการคดีพิเศษดังกล่าว จำนวน 8 คดี ประกอบด้วย
คดีพิเศษที่ 59/2569 ในความผิดเกี่ยวกับการไม่นำน้ำมันเชื้อเพลิงออกจำหน่าย เหตุเกิดพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
คดีพิเศษที่ 66/2569 ในความผิดเกี่ยวกับการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง
คดีพิเศษที่ 80/2569 ถึง คดีพิเศษที่ 85/2569 ในความผิดเกี่ยวกับการจัดทำใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามกฎหมาย
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ได้มีผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ 66/2569 มารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 1 คน รวมมีผู้ต้องหาทั้งหมดในคดีนี้ 3 คน ล่าสุด กรมธุรกิจพลังงาน ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีพิเศษดังกล่าวเพิ่มเติมในความผิดตาม พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 กรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีในการไม่รายงานปริมาณน้ำมัน และ พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 กรณี ไม่รายงานการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงออกจากคลัง จำนวน 121 ครั้ง ซึ่งจะเร่งทำการสอบสวนต่อไป
ส่วนคดีพิเศษที่ 80/2569 ถึง 85/2569 ได้มีการออกหมายเรียกผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 6 ราย ที่มีหลักฐานออกใบกำกับการขนส่งไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ให้มารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 11 - 12 มิถุนายน 2569 ปรากฏว่ามีผู้รับมอบอำนาจจากผู้ต้องหา 1 ราย มาขอรับทราบข้อกล่าวหาแทนผู้ต้องหาที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ชี้แจงเป็นหนังสือแล้วว่า การรับทราบข้อกล่าวหาเป็นกระบวนการทางอาญาที่ผู้ต้องหาต้องมารับทราบด้วยตนเอง โดยมีบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการปฏิบัติเป็นการเฉพาะ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 จึงไม่อาจมอบอำนาจ มารับทราบข้อกล่าวหาแทนได้ และให้แจ้งผู้จัดการของนิติบุคคลที่เป็นผู้ค้าตาม มาตรา 7 รายดังกล่าว มาพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ต้องหารายอื่นอีก 5 ราย ไม่ได้มาพบตามหมายเรียก โดยจะได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ต่อไป
ส่วนกรณีคดีพิเศษที่ 59/2569 และการสืบสวน ในสำนวนสืบสวนที่ 43/2569 กรณีเรือขนส่งน้ำมันจำนวน 99 เที่ยวเรือ ที่ขนส่งน้ำมันไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีความคืบหน้าไปมาก
ทั้งนี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้กำชับให้ทำการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ในการพิจารณาพยานหลักฐาน ให้เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหานำพยานหลักฐานมาชี้แจงพิสูจังหวัด







