
'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ' เจ้าหญิงนักกฎหมาย ประธานฯมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)
"สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ" สิ้นพระชนม์ พระองค์ผู้ทรงปริญญาเอกด้านกฎหมายจากคอร์เนล ทรงงานเพื่อสิทธิมนุษยชนบนเวทีโลก ขณะเดียวกันก็ทรงเป็น "องค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย" ทุกข์กับประชาชนในยามภัยพิบัติอย่างไม่เคยทรงห่างหาย
KEY
POINTS
- ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
- ทรงมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย โดยทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ณ องค์การสหประชาชาติ
- ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาผ่านพระกรณียกิจช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะการทรงงานในมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก และทรงอุปถัมภ์องค์กรการกุศลอีกหลายแห่ง
ในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ได้มีพระราชธิดาพระองค์ใหม่ลืมพระเนตรขึ้นมาในโลก ณ ใต้ร่มพระบารมีแห่งราชวงศ์จักรีสายสำคัญ พระองค์คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
และทรงเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
แม้จะทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง หากพระองค์ทรงเติบโตขึ้นอย่างเรียบง่ายและงดงามในแบบฉบับของพระมารดา ผู้ซึ่งได้รับการเลี้ยงดูในวังเทเวศร์อย่างสามัญ มีพระบิดาเสด็จรับส่งถึงโรงเรียน ทรงทำงานบ้านด้วยพระองค์เอง และฝึกฝนงานฝีมือหลากหลาย จิตใจอ่อนโยนและน้ำพระราชหฤทัยที่รู้จักเอื้อเฟื้อนั้นได้ซึมซับเข้าสู่พระองค์ราวกับธารน้ำที่ไหลเชี่ยวแต่ใส
เจ้าหญิงนักกฎหมาย
หากต้องเลือกคำเพียงคำเดียวเพื่อนิยามพระองค์ในช่วงทศวรรษแรกของชีวิตในพระราชสำนัก คำนั้นคือ "ความมุ่งมั่น"
ทรงศึกษาระดับอนุบาลและประถมที่โรงเรียนราชินี ก่อนเสด็จไปทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษ และโรงเรียนจิตรลดา ในระดับมัธยมปลาย หากสิ่งที่โดดเด่นกว่านั้นคือพระวิริยะในการทรงศึกษากฎหมายอย่างถึงแก่น
ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง และปริญญาตรีรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
ทรงผ่านเนติบัณฑิตไทย แล้วยังมิทรงหยุดเพียงเท่านั้น ทรงข้ามมหาสมุทรไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา จนได้รับทั้ง Master of Laws (LL.M.) และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) ปริญญาเอกด้านกฎหมายสูงสุดในระดับนานาชาติ
นั่นทำให้พระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์ที่มีชีวิตของการที่ราชวงศ์ก้าวทันโลก ในยุคที่คุณค่าของกฎหมายและหลักนิติธรรมกลายเป็นรากฐานสำคัญของระเบียบโลก
พระกรณียกิจ จากเวที UN ถึงพื้นที่น้ำท่วมในชนบทไทย
พระองค์ทรงนำความรู้และพระปรีชาสามารถด้านกฎหมายระหว่างประเทศไปรับใช้ประเทศชาติ ด้วยการทรงเข้าปฏิบัติงาน ณ คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ทรงได้รับพระเกียรติเป็นทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) และทรงได้รับรางวัล Medal of Recognition รวมถึงรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544
แต่หากมองพระองค์ผ่านแว่นแห่งหัวใจ ภาพที่ชัดเจนที่สุดของพระองค์มิใช่ในห้องประชุมสหประชาชาติ หากเป็นภาพที่ทรงลุยน้ำท่วม ทรงตักข้าว และทรงประกอบอาหารให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ผ่านพระกรณียกิจของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ พระองค์ทรงพิสูจน์ว่าพระเมตตาของเจ้าหญิงสามารถลงมาสัมผัสดินได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังทรงอุปถัมภ์องค์กรและโครงการหลากหลาย ทั้งมูลนิธิ ณภาฯ โครงการกำลังใจ มูลนิธิกุมารโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และแม้กระทั่งงานด้านสวัสดิภาพสัตว์ผ่านเครือข่ายคนรักน้องหมา และศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. บ่งบอกว่าพระองค์ทรงมองเห็นคุณค่าในสิ่งมีชีวิตทุกรูปแบบ
มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย
มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัย และภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”
ในการก่อตั้งครั้งแรกเป็นเพียง “โครงการอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ซึ่งมีขึ้นในขณะที่เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรง ในกรุงเทพมหานคร ปีพ.ศ.2538 และมีผู้ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก จนภาคราชการและองค์กรการกุศลที่มีอยู่มิอาจให้ความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง จนเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างประชาชนอันเกิดจากความเครียด อันเนื่องมาจากการป้องกันน้ำให้ท่วมในวงจำกัด ผู้ที่เดือดร้อนจึงรู้สึกว่าขาดที่พึ่ง ขาดความเห็นอกเห็นใจ ต้องได้รับความเดือดร้อนเฉพาะชาวพื้นที่ของตนเอง ขณะที่พื้นที่ติดกันได้รับความสะดวกสบายอย่างเป็นปกติ
ในช่วงเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2538 เป็นวันที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงออกปฏิบัติภารกิจในโครงการฯ เป็นครั้งแรก โดยเสด็จออกรับน้ำใจจากผู้ไม่ประสบอุทกภัยที่สถานีบริการน้ำมัน ต่อจากนั้นในช่วงบ่ายได้เสด็จพระดำเนินเยี่ยมเยียนประชาชนที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 เขตบางกอกน้อย ซอยจรัญสนิทวงศ์ 82, 84 และ 86 เขตบางพลัด การออกปฏิบัติพระกรณียกิจ
ในครั้งนี้ส่งผลให้เหตุการณ์สงบลงอย่างปาฏิหาริย์ จากนั้นมาโครงการฯ ก็ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จนได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิที่ผู้บริจาคสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 และได้พัฒนาการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี
สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการสงบ
ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงพระประชวรหมดพระสติด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตลอดระยะเวลากว่าสามปีครึ่ง ประชาชนชาวไทยต่างร่วมกันอธิษฐานจิต ส่งกำลังพระทัย และจุดเทียนถวายพระพรมิได้ขาด
กระทั่งวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 พระอาการทรุดลงจากการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) จากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ และการแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ
จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 19 นาฬิกา 48 นาที สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงสิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ 47
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี และประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง
"ฐานเศรษฐกิจ" น้อมถวายอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ที่มาข้อมูล









