
‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ 3 วัน เงินสะพัด 6.2 พันล้าน แห่ใช้สิทธิพุ่ง 16.5 ล้านคน
คลังอัปเดทยอด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ คึกคัก 3 วันเงินสะพัด 6.2 พันล้าน คนใช้สิทธิทะลุ 16.5 ล้านราย ดีเดย์ Food Delivery 15 มิ.ย.นี้
โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)" เดินหน้ากระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศอย่างคึกคัก หลังเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยล่าสุดยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 6,214.99 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 3 วัน ขณะที่มีประชาชนใช้สิทธิแล้วกว่า 16.5 ล้านราย และมีเม็ดเงินกระจายสู่ร้านค้ากว่า 8.29 แสนแห่งทั่วประเทศ
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)" ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. ว่า โครงการได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายสะสมในระบบอยู่ที่ 6,214.99 ล้านบาท
รัฐช่วยจ่ายพุ่ง 3.6 พันล้าน ประชาชนร่วมจ่าย 2.6 พันล้าน
สำหรับยอดใช้จ่ายดังกล่าว แบ่งเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมสนับสนุนจำนวน 3,614.79 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายอีก 2,600.20 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจฐานรากและการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ มีประชาชนใช้สิทธิสำเร็จแล้วจำนวน 16,527,898 คน จากผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 26,040,623 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 63% ของผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด ขณะที่มีร้านค้าที่ได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วจำนวน 829,130 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้ารายย่อย ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร และผู้ประกอบการท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ร้านค้าร่วมโครงการ 951,013 ราย
ในส่วนของผู้ประกอบการ พบว่ามีร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการและกดตอบรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) เรียบร้อยแล้วจำนวน 951,013 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิมจำนวน 851,247 ร้านค้า และร้านค้าใหม่จำนวน 99,766 ร้านค้า
นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการอีกจำนวนหนึ่ง โดยเป็นร้านค้าใหม่ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลจำนวน 3,652 ร้านค้า และร้านค้าที่อยู่ระหว่างการกดตอบรับเงื่อนไขในระบบอีก 128,333 ร้านค้า ซึ่งคาดว่าจะทยอยเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมในระยะต่อไป
เปิดใช้จ่ายผ่าน Food Delivery 15 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป
กระทรวงการคลังยังเตรียมขยายช่องทางการใช้จ่ายผ่านโครงการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่าน Food Delivery Platform ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และเพิ่มโอกาสให้ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย และแพลตฟอร์มเดลิเวอรีเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น
ทั้งนี้ การเพิ่มช่องทางการใช้จ่ายผ่านบริการส่งอาหารคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้สิทธิในโครงการให้ขยายตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของเดือนมิถุนายน และช่วยเพิ่มการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้มากยิ่งขึ้น
สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เป็นหนึ่งในมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของรัฐบาลในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง โดยภาครัฐคาดหวังให้โครงการดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ







