
ศาลสั่งประหาร "แอม ไซยาไนด์" คดีวางยา "ผู้กองนุ้ย" ก่อนลดโทษเหลือคุกตลอดชีวิต
ศาลอาญาพิพากษาประหารชีวิต "แอม ไซยาไนด์" ชี้พฤติการณ์สุดอุกอาจ วางแผนฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนในคดี "ผู้กองนุ้ย" เผยหลักฐานมัดตัวแน่น แต่จำเลยยังได้อานิสงส์ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ญาติผู้เสียชีวิตลั่นพอใจความยุติธรรมมีจริง
KEY
POINTS
- ศาลพิพากษาประหารชีวิต "แอม ไซยาไนด์" ในคดีวางยาฆ่า "ผู้กองนุ้ย" โดยไตร่ตรองไว้ก่อน
- ศาลลดโทษ 1 ใน 3 จากประหารชีวิต เหลือจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
- ครอบครัวของผู้เสียชีวิตพอใจกับคำตัดสินของศาล โดยมองว่าความยุติธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว
เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ณ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางสรารัตน์ หรือ "แอม ไซยาไนด์" ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จากกรณีการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของ ร.ต.อ.หญิง (ผู้กองนุ้ย) ซึ่งผลการชันสูตรพบสารพิษไซยาไนด์ตกค้างในร่างกาย
ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานของโจทก์และชุดสืบสวนพบว่า จำเลยมีพฤติการณ์กระทำความผิดจริงตามฟ้อง โดยมีประเด็นสำคัญที่ศาลหยิบยกมาพิจารณาดังนี้:
การวางแผนล่วงหน้า: มีหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยมีการเตรียมการและตั้งใจใช้สารพิษในการก่อเหตุ
เจตนาสังหาร: พฤติการณ์การวางยาถือเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม อุกอาจ และไม่มีความเกรงกลัวต่อกฎหมาย
บทลงโทษสูงสุด: ศาลจึงมีคำพิพากษาให้ลงโทษ "ประหารชีวิต"
ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุกตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยจะกระทำความผิดสถานหนัก แต่เนื่องจากในระหว่างชั้นพิจารณาคดี จำเลยได้ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในรูปคดี ศาลจึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา พิจารณาลดโทษให้ 1 ใน 3 จากโทษประหารชีวิต คงเหลือโทษ "จำคุกตลอดชีวิต"
เสียงสะท้อนจากครอบครัวผู้สูญเสีย
ทางด้านญาติของผู้กองนุ้ยและทีมทนายความที่ติดตามคดีนี้มาอย่างยาวนาน ระบุภายหลังรับฟังคำพิพากษาว่า "พอใจกับผลตัดสิน" เนื่องจากศาลได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความผิดของจำเลยอย่างชัดเจน แม้จะมีการลดโทษเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต แต่ก็ถือว่าความยุติธรรมได้เกิดขึ้นกับผู้เสียชีวิตแล้ว
ย้อนรอย "คดีประวัติศาสตร์" ฆาตกรต่อเนื่องไซยาไนด์
สำหรับคดีของ "แอม ไซยาไนด์" ถือเป็นคดีอาชญากรรมที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทุกวงการ หลังมีการสืบสวนขยายผลเชื่อมโยงการเสียชีวิตของบุคคลใกล้ชิดกับจำเลยมากกว่า 10 ราย ซึ่งมีแพทเทิร์นการเสียชีวิตที่คล้ายคลึงกันคือ "ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน" ก่อนจะมีการตรวจพบไซยาไนด์ในเวลาต่อมา โดยคดีของผู้กองนุ้ยถือเป็นกุญแจสำคัญ (Key Case) ที่นำไปสู่การเปิดโปงขบวนการฆาตกรต่อเนื่องในครั้งนี้.







