thansettakij
thansettakij
กทม.เตือน 'ดัชนีความร้อน' ระดับอันตราย พุ่งต่อเนื่อง 5 วัน คนกรุงเสี่ยงฮีตสโตรก

กทม.เตือน 'ดัชนีความร้อน' ระดับอันตราย พุ่งต่อเนื่อง 5 วัน คนกรุงเสี่ยงฮีตสโตรก

05 เม.ย. 69 | 05:47 น.
อัปเดตล่าสุด :05 เม.ย. 69 | 05:47 น.

กรุงเทพฯ เผชิญอากาศร้อนจัด ดัชนีความร้อนแตะระดับอันตรายต่อเนื่อง 5 วัน เสี่ยงกระทบสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กทม.แนะเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงกลางวัน พร้อมเฝ้าระวังอาการฮีตสโตรก

กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญภาวะอากาศร้อนรุนแรงต่อเนื่องในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 โดยสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร รายงานว่าค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) สูงสุดรายวันในพื้นที่กรุงเทพฯ วันที่ 5 เมษายน อยู่ในระดับ “อันตราย” และเป็นการยืนระดับสูงต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน สะท้อนถึงภาวะอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง

ดัชนีความร้อน หรือ Heat Index เป็นตัวชี้วัดอุณหภูมิที่ร่างกาย “รู้สึกจริง” ซึ่งคำนวณจากทั้งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ จึงสามารถสะท้อนความเสี่ยงต่อสุขภาพได้แม่นยำกว่าการดูอุณหภูมิสูงสุดเพียงอย่างเดียว โดยในระดับ “อันตราย” ซึ่งอยู่ในช่วง 42.0–51.9 องศาเซลเซียส ร่างกายมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการผิดปกติจากความร้อน

ผลกระทบจากภาวะดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่อาการเบื้องต้น เช่น อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ ผื่นหรือบวมแดง ไปจนถึงภาวะรุนแรงอย่าง “ฮีตสโตรก” (Heat Stroke) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว รวมถึงแรงงานกลางแจ้งและนักท่องเที่ยว

กทม.เตือน 'ดัชนีความร้อน' ระดับอันตราย พุ่งต่อเนื่อง 5 วัน คนกรุงเสี่ยงฮีตสโตรก

โครงสร้างค่าดัชนีความร้อนแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับเฝ้าระวัง (27.0–32.9 องศาเซลเซียส) ระดับเตือนภัย (33.0–41.9 องศาเซลเซียส) ระดับอันตราย (42.0–51.9 องศาเซลเซียส) และระดับอันตรายมาก (มากกว่า 52 องศาเซลเซียส) ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดของกรุงเทพฯ อยู่ในโซนที่ต้องเฝ้าระวังสุขภาพอย่างใกล้ชิด

การที่ค่าดัชนีความร้อนยืนอยู่ในระดับอันตรายต่อเนื่องหลายวัน สะท้อนถึงแนวโน้มความร้อนสะสมในเขตเมือง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากทั้งสภาพอากาศและโครงสร้างเมือง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ “Urban Heat Island” ที่ทำให้อุณหภูมิในเมืองสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ

ในมุมเศรษฐกิจ ภาวะอากาศร้อนจัดยังมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพแรงงาน โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง โลจิสติกส์ และบริการกลางแจ้ง ซึ่งอาจต้องปรับเวลาทำงานเพื่อลดความเสี่ยง ขณะเดียวกันยังส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภค เช่น การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดเครื่องปรับอากาศ และการใช้จ่ายด้านสุขภาพที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว หน่วยงานภาครัฐจึงเน้นย้ำให้ประชาชนลดกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลา 11.00–15.00 น. ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ และสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรงควรรีบพบแพทย์ทันที