
‘รัดเกล้า’ แนะทางออก หลังพบ 44% ผู้หญิงในรัฐสภาทั่วโลกเคยถูกคุกคามทางเพศ
เนเน่ รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส. และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ข้อมูล 44% ผู้หญิงในรัฐสภาทั่วโลกเคยถูกคุกคามทางเพศ แนะใช้เทคโนโลยีเป็นทางออก ย้ำรัฐสภาไทยต้องเป็น Safe Zone ที่แท้จริง
KEY
POINTS
- นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดข้อมูล 44% ของผู้หญิงในรัฐสภาทั่วโลกเคยถูกคุกคามทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นในไทยเช่นกัน
- ชี้ให้เห็นว่ารัฐสภาไทยยังขาดกลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (whistleblower) ที่เป็นระบบและมีมาตรฐานสากล ทำให้ผู้เสียหายไม่มั่นใจในความปลอดภัยและไม่กล้าร้องเรียน
- เสนอแนวทางแก้ไขโดยใช้เทคโนโลยีพัฒนากลไกร้องเรียนที่ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง โดยยกตัวอย่างนโยบาย "My Police" เพื่อให้ผู้ถูกกระทำเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายและปลอดภัย
นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านความเท่าเทียมและความยั่งยืน เข้าร่วมเวทีเสวนา “รัฐสภาปลอดการคุกคามทางเพศ” ณ อาคารรัฐสภา ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสถานทูตอังกฤษ สถานทูตแคนาดา มูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย (WFD) และคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง วุฒิสภา
นางรัดเกล้า กล่าวในเวทีเสวนาว่า ข้อมูลจาก Inter-Parliamentary Union ระบุว่า ผู้หญิงในรัฐสภาทั่วโลกถึง 44% เคยเผชิญการคุกคามทางเพศ สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองได้ดำเนินโครงการ Black Box เพื่อรวบรวมข้อมูลการคุกคามทางเพศในพื้นที่รัฐสภา โดยในระยะเวลา 72 วัน มีผู้ร่วมให้ข้อมูลจำนวน 775 ความเห็น ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 16.25% ที่ไม่ประสงค์เปิดเผยข้อมูล สะท้อนให้เห็นถึงการมีอยู่ของวัฒนธรรมความเงียบ ที่ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหา
“การที่ผู้เสียหายจำนวนมากไม่กล้าร้องเรียน ไม่ใช่เพราะไม่อยากพูด แต่เพราะระบบยังไม่ปลอดภัยพอให้พูด ทั้งความกังวลเรื่องผลกระทบต่อหน้าที่การงาน การถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องกลับ” นางรัดเกล้า กล่าว
นางรัดเกล้า ระบุเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันรัฐสภาไทยยังไม่มีกลไก whistleblower ที่เป็นระบบเฉพาะและชัดเจน ตามมาตรฐานสากล แม้ในทางปฏิบัติจะมีช่องทางร้องเรียน เช่น การร้องผ่านฝ่ายบุคคล คณะกรรมการจริยธรรม หรือการใช้กฎหมายทั่วไปอย่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 แต่ยังไม่ถือเป็นระบบ whistleblower ที่ครบองค์ประกอบ
โดยยังมีช่องว่างสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความไม่เป็นอิสระของกลไกรับเรื่องร้องเรียน ซึ่งหลายกรณียังอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกับผู้มีอำนาจ ทำให้ผู้ร้องไม่มั่นใจในความปลอดภัย การขาดระบบรับเรื่องแบบไม่เปิดเผยตัวตนอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้เสียหายจำนวนมากเลือกที่จะไม่รายงาน และการขาดมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสที่ชัดเจน โดยเฉพาะการป้องกันการตอบโต้ เช่น การกลั่นแกล้งในที่ทำงาน หรือการตัดโอกาสความก้าวหน้า
ทั้งนี้ มาตรฐานสากลจาก OECD ระบุว่า ระบบ whistleblower ที่มีประสิทธิภาพควรประกอบด้วยช่องทางร้องเรียนที่เป็นอิสระ การไม่เปิดเผยตัวตนของผู้แจ้งเบาะแส การคุ้มครองทางกฎหมาย และการติดตามผลอย่างโปร่งใส ซึ่งในหลายประเทศ รัฐสภาเองได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านนี้โดยตรง
“เรามีช่องทางร้องเรียน แต่เรายังไม่มีระบบ whistleblower ที่ทำให้คนกล้าพูดโดยไม่ต้องกลัว และนี่คือความแตกต่างที่สำคัญ เพราะถ้าคนยังไม่รู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูด ความจริงก็จะยังอยู่ใน Black Box ต่อไป” นางรัดเกล้า กล่าว
นางรัดเกล้า ระบุด้วยว่า ปัญหาการคุกคามทางเพศในรัฐสภา ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างอำนาจและระบบ ซึ่งขัดแย้งกับบทบาทของรัฐสภาในฐานะสถาบันที่ออกกฎหมาย และควรเป็นแบบอย่างของสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน
พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนวทางในการยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การพัฒนากลไกร้องเรียนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความเป็นระบบและลดการกระทบซ้ำต่อผู้เสียหาย โดยนางรัดเกล้าได้ชูนโยบาย My Police หรือ “ตำรวจฉบับกระเป๋า” ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้นแบบ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สามารถประยุกต์ใช้ในบริบทของรัฐสภาได้
แนวคิดดังกล่าวมุ่งให้ผู้ถูกกระทำสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทั้งด้านการแพทย์และกระบวนการยุติธรรมได้อย่างคู่ขนาน ผ่านระบบดิจิทัลเพียงช่องทางเดียว ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และลดภาระการเล่าเหตุการณ์ซ้ำ โดยระบบสามารถบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน
นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลความปลอดภัยในลักษณะยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (survivor-centric) และสามารถเชื่อมโยงกับมาตรการด้านความปลอดภัยอื่น ๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางด้านความเสมอภาคทางเพศ (Gender Officer) เพื่อให้การรับมือกับกรณีความรุนแรงทางเพศมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“ความเงียบไม่เคยทำให้ปัญหาหายไป มีแต่ทำให้ปัญหาฝังลึกมากขึ้น รัฐสภาไทยควรเป็นพื้นที่ที่ทั้งทรงเกียรติและปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง” นางรัดเกล้า กล่าว






