
AI พลิกเกมสอบบัญชีโลก ดีลอยท์ชี้ “ธรรมาภิบาล” ตัวชี้ชะตาความเชื่อมั่นการเงิน
AI ตัวเร่งเปลี่ยนวิธีทำงานผู้สอบบัญชีทั่วโลก จากการสุ่มตรวจสู่การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งระบบ เพิ่มความแม่นยำในการตรวจงบการเงิน ขณะภัยไซเบอร์และดีพเฟกทำให้การทุจริตซับซ้อนขึ้น ดีลอยท์ชี้ “ธรรมาภิบาลองค์กร” คือปัจจัยชี้ขาดความเชื่อมั่นตลาดการเงินยุคดิจิทัล
KEY
POINTS
- AI กำลังปฏิวัติวงการสอบบัญชี โดยเปลี่ยนจากการสุ่มตรวจเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด (Full-population analysis) ทำให้ตรวจจับความผิดปกติได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เทคโนโลยี AI เป็นดาบสองคม เพราะถูกมิจฉาชีพนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางการเงินในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การใช้ Deepfake ซึ่งสร้างความท้าทายใหม่ให้แก่ผู้สอบบัญชี
- ดีลอยท์ชี้ว่าแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมาก แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นทางการเงินคือ “ธรรมาภิบาล” ขององค์กร ซึ่งต้องกำกับดูแลการใช้ AI อย่างโปร่งใสและมีจริยธรรม
การมาถึงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพลิกโฉมวิชาชีพบัญชีและการสอบบัญชีทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ต้องอาศัยแรงงานคนและการตรวจสอบเอกสารจำนวนมาก กำลังก้าวสู่ยุคของการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และระบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการตรวจสอบงบการเงินขององค์กร อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเดียวกันนี้ก็ทำให้รูปแบบการทุจริตทางการเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น กลายเป็นความท้าทายใหม่ของผู้สอบบัญชีในยุคดิจิทัล
ลี บุน เท็ค Audit & Assurance Regional Managing Partner ของ Deloitte เซาท์อีสท์เอเชีย ระบุว่า แม้ AI จะช่วยยกระดับคุณภาพการสอบบัญชี แต่ปัจจัยที่จะกำหนดความเชื่อมั่นของระบบการเงินในอนาคต ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับ “ธรรมาภิบาลขององค์กร” ที่เข้มแข็ง
AI เปลี่ยนวิธีทำงานของผู้สอบบัญชี
ที่ผ่านมา การสอบบัญชีมักใช้วิธีการสุ่มตรวจรายการบัญชี (Sampling) ซึ่งตรวจสอบข้อมูลเพียงบางส่วนของธุรกรรมทั้งหมด แต่ด้วยเทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ผู้สอบบัญชีสามารถตรวจสอบข้อมูลขององค์กรได้ทั้งระบบ (Full-population analysis) ทำให้สามารถระบุรายการผิดปกติหรือความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
AI ยังช่วยเร่งกระบวนการตรวจจับรูปแบบการทุจริตผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้น รวมถึงใช้ระบบอัตโนมัติในการตรวจสอบข้อมูลที่เป็นกิจวัตร เปิดทางให้ผู้สอบบัญชีมุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกและใช้ดุลยพินิจทางวิชาชีพมากขึ้น
หนึ่งในตัวอย่างเครื่องมือที่นำมาใช้คือแพลตฟอร์มตรวจสอบบัญชีบนคลาวด์อย่าง Omnia ของดีลอยท์ ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบและสามารถระบุความเสี่ยงผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่
เทคโนโลยีเดียวกันทำให้ “มิจฉาชีพ” ฉลาดขึ้น
แม้ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพการสอบบัญชี แต่เทคโนโลยีดังกล่าวก็ถูกนำมาใช้ในการก่ออาชญากรรมทางการเงินเช่นกัน
กรณีตัวอย่างเกิดขึ้นใน Hong Kong เมื่อปีที่ผ่านมา พนักงานฝ่ายการเงินของบริษัทแห่งหนึ่งถูกหลอกให้โอนเงินมากกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี Deepfake ปลอมตัวเป็นผู้บริหารระดับสูงในการประชุมออนไลน์
ขณะเดียวกัน แนวคิด Malware as a Service (MaaS) ยังทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเช่าหรือซื้อเครื่องมือโจมตีไซเบอร์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคสูง ส่งผลให้การปลอมแปลงข้อมูลและการโจมตีทางการเงินในยุคดิจิทัลมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้สอบบัญชีต้องพัฒนาทักษะใหม่ เช่น การตรวจจับการบิดเบือนข้อมูลด้วยอัลกอริทึม การติดตามหลักฐานดิจิทัล และการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานระบบ
ดีลอยท์ชี้ AI เปลี่ยนโครงสร้างกำลังคน
งานวิจัยของดีลอยท์เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อกำลังคนทั่วโลก พบว่าองค์กรกำลังปรับรูปแบบการทำงานเป็น 3 โมเดลหลัก ได้แก่
- Human-in-the-loop มนุษย์มีส่วนร่วมในการตัดสินใจของ AI
- Human-on-the-loop มนุษย์ทำหน้าที่กำกับและตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI
- Human-off-the-loop AI ทำงานอัตโนมัติโดยไม่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง
สำหรับงานสอบบัญชี ดีลอยท์มองว่าโมเดลที่เหมาะสมคือ Human-in-the-loop และ Human-on-the-loop เนื่องจากยังต้องอาศัยดุลยพินิจและประสบการณ์ของผู้สอบบัญชีในการประเมินความเสี่ยงและความถูกต้องของข้อมูล
“ธรรมาภิบาล” ตัวแปรชี้ขาดความเชื่อมั่น
แม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบบัญชี แต่ความเชื่อมั่นของระบบการเงินยังคงขึ้นอยู่กับธรรมาภิบาลขององค์กร
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า คณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร หน่วยงานกำกับดูแล และผู้สอบบัญชี จำเป็นต้องร่วมกันกำหนดกรอบการใช้ AI อย่างโปร่งใส เช่น การตรวจสอบอคติของอัลกอริทึม การกำหนดขั้นตอนอนุมัติการใช้งาน และการติดตามผลการทำงานของระบบอย่างต่อเนื่อง
แนวคิด “Trustworthy AI” หรือ AI ที่น่าเชื่อถือ จึงกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการกำกับดูแลเทคโนโลยีในภาคธุรกิจ
ไทยเร่งยกระดับมาตรฐานตรวจสอบบัญชี
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ยังคงเน้นย้ำว่าการกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นในตลาดทุน
ขณะเดียวกัน สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ผลักดันการใช้มาตรฐานสากลด้านการบริหารคุณภาพงานสอบบัญชี เช่น ISQM 1 เพื่อยกระดับคุณภาพการตรวจสอบบัญชีในประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้การตรวจสอบบัญชีมีความละเอียดและครอบคลุมยิ่งขึ้น แต่ธรรมาภิบาล ความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชี และระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็ง ยังคงเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและตลาดการเงินในระยะยาว











