
นายกฯ ย้ำไทยวางตัวเป็นกลาง ขอทุกฝ่ายใช้การเจรจา เพื่อให้เกิดสันติภาพ หลังตะวันออกกลางยังเดือด
นายกฯ ย้ำไทยวางตัวเป็นกลาง วอนทุกฝ่ายใช้เจรจาทางการทูต เพื่อให้เกิดสันติภาพ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเดือด พร้อมสั่งทุกหน่วยงานช่วยเหลือประชาชน
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีย้ำจุดยืนของไทยในการวางตัวเป็นกลางต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้การเจรจาเพื่อสันติภาพ
- รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือและอพยพคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ
- เตรียมออกมาตรการเพื่อรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางว่า จับตาสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ตอนนี้ให้ทุกหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ , กระทรวงกลาโหม , กระทรวงแรงงาน , กระทรวงมหาดไทย , กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการคลัง เตรียมความพร้อมในการให้การช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ในประเทศที่มีปัญหา
โดยพรุ่งนี้ (2 มีนาคม 2569) จะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกำหนดมาตรการในการให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกต่างๆให้เร็วที่สุด ไม่ต้องกังวลในเรื่องการอพยพ
ทั้งนี้กองทัพอากาศโดยผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผอ.ทอ.) ได้รายงานตลอดเวลาถึงความพร้อมในการรับคนไทยกลับ ตอนนี้อยู่ที่ว่าเราจะต้องเร่งประสานงานให้ได้จำนวนคนไทยให้ครบหรือมากที่สุดก่อน แล้วต้องประสานงานให้ไปรับเขาในจุดที่ปลอดภัย ซึ่งมีการร่วมงานกันกับกระทรวงต่างประเทศด้วยซึ่งรัฐบาลรวมทั้งกองทัพร่วมมือกันอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่าประเทศไทยควรวางตัวแบบไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราก็ต้องวางตัวให้เป็นกลางให้มากที่สุด แต่ต้องมีความห่วงใยในสถานการณ์ เพราะเรามีพี่น้องของเราอยู่ในประเทศนั้นด้วย
“เราก็วิงวอนของทุกฝ่ายให้ความสำคัญเรื่องการเจรจาทางการทูต การพูดคุยการสร้างความเข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เราต้องการให้โลกของเราเกิดสันติภาพให้เร็วที่สุด”
เมื่อถามถึงผลกระทบในมิติเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าโดนผลกระทบแน่นอน แต่เราต้องมีมาตรการในการทำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ตรงไหนที่สามารถช่วยเหลือ ประคับประคอง ลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน รวมทั้งราคาพลังงานต่างๆ
“ตนได้สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หามาตรการเหล่านี้มารองรับ กองทุนน้ำมันต้องนำมาตรการมาใช้เพื่อให้เกิดผลต่อประชาชนคนไทยให้ได้มากที่สุด”
ทั้งนี้ ในวันที่ 2 มีนาคมเวลา 10.00 น. นายกฯ ได้เรียกประชุมสมช. และต่อด้วยการประชุมทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หอการค้า และฝ่ายที่จะต้องดูแลเรื่องการส่งออกนําเข้า มาตรการการพยุงราคา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้บริโภคในประเทศไทยด้วย

