thansettakij
thansettakij
‘ค่าไฟ-ขนส่ง-ราคาสินค้า“ เสี่ยงพุ่งตามราคาน้ำมัน หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง

‘ค่าไฟ-ขนส่ง-ราคาสินค้า“ เสี่ยงพุ่งตามราคาน้ำมัน หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง

01 มี.ค. 2569 | 07:39 น.
อัปเดตล่าสุด :01 มี.ค. 2569 | 07:39 น.

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานชี้‘ค่าไฟ-ขนส่ง-ราคาสินค้า“ มีโอกาสพุ่งตามราคาน้ำมัน หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง แนะประชาชนเริ่มประหยัดพลังงาน

KEY

POINTS

  • สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 2 บาทต่อลิตร ทุกๆ 10 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้น
  • ต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งจะผลักดันให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
  • ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้ามักจะปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มตอบสนองต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมา ราคาปรับจากระดับประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขึ้นมาเฉลี่ยประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีโอกาสเห็นระดับ 80 ดอลลาร์เป็นอย่างน้อย

ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลคือ หากมีการปิดเส้นทางขนส่งสำคัญเพียง 1-2 สัปดาห์เริ่มเห็นสัญญาณผลกระทบด้านโลจิสติกส์แล้ว ทั้งค่าประกันภัยเรือที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทประกันบางแห่งเริ่มจำกัดความคุ้มครองในพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้นทันที

“ประเมินว่าทุก 10 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยขยับขึ้นประมาณ 2 บาทต่อลิตร ซึ่งจะกระทบต้นทุนขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค และเงินเฟ้อโดยรวม”

นอกจากนี้ ที่สำคัญราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งไทยนำเข้าเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า มีแนวโน้มปรับขึ้นตามน้ำมัน ทำให้ค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มในรอบถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง

“ผลกระทบจะไม่ใช่แค่ราคาหน้าปั๊ม แต่จะลามไปถึงค่าไฟ ค่าขนส่ง และราคาสินค้าเกือบทุกประเภท” 

‘ค่าไฟ-ขนส่ง-ราคาสินค้า“ เสี่ยงพุ่งตามราคาน้ำมัน หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง

นายพรายพล กล่าวอีกว่า รัฐบาลและกระทรวงพลังงานควรเร่งทบทวนแผนสำรองพลังงานแห่งชาติ ทั้งในแง่ปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ และแผนบริหารจัดการในกรณีฉุกเฉิน โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด หากเกิดการขาดแคลนรุนแรง อาจจำเป็นต้องพิจารณามาตรการ ปันส่วนน้ำมัน (Rationing) เพื่อจัดลำดับความสำคัญการใช้งาน โดยให้ภาคส่วนจำเป็น เช่น ขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ได้รับการจัดสรรก่อน

“ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงาน ไม่มีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ของตัวเอง หากเกิดเหตุรุนแรง จะต้องมีแผนชัดเจนว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ไม่ใช่รอให้วิกฤตเกิดแล้วค่อยแก้” 

นอกจากนี้ ในระดับครัวเรือน ต้องขอความร่วมมือประชาชนเริ่มประหยัดพลังงานทันที เพื่อลดแรงกดดันต่อระบบโดยรวม เช่น

  • ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น
  • ใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น
  • ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม
  • ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน

"แม้ครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์จะช่วยลดภาระค่าไฟบางส่วนได้ แต่หากระบบไฟฟ้าหลักได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ก็ยังคงหลีกเลี่ยงผลกระทบโดยรวมได้ยาก"

อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจริง จะเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งต้นทุนการผลิต ความสามารถแข่งขันของภาคส่งออก และกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่ภาครัฐอาจต้องเผชิญภาระการอุดหนุนราคาพลังงานเพิ่มขึ้น โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ที่เคยใช้อุ้มราคาดีเซลจนติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท

“หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือแบบวันต่อวัน และประเมินทุกฉากทัศน์อย่างรอบคอบ” 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมตลาดโลก วิกฤติครั้งนี้อาจเป็นอีกบททดสอบสำคัญของความมั่นคงพลังงานไทย และความสามารถในการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในยุคที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ของเศรษฐกิจโลก