
UNSC ถกฉุกเฉินวิกฤตอิหร่าน เตือนเสี่ยงลุกลามกระทบทั้งภูมิภาค
UNSC เปิดประชุมฉุกเฉินหลังสหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตีอิหร่าน ท่ามกลางคำเตือนว่าวิกฤตอาจลุกลามกระทบเสถียรภาพภูมิภาค ราคาพลังงาน และความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วโลก
KEY
POINTS
- คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดการประชุมฉุกเฉินหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน
- เลขาธิการ UN เตือนว่าปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้เสี่ยงจุดชนวนความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ และอาจลุกลามส่งผลกระทบต่อสันติภาพและความมั่นคงทั่วทั้งภูมิภาค
- หลายชาติสมาชิกร่วมประณามการใช้กำลัง โดยชี้ว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ทำลายโอกาสทางการทูต และบ่อนทำลายเสถียรภาพในตะวันออกกลาง
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เปิดประชุมวาระฉุกเฉินเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ภายหลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่านในช่วงเช้าวันเดียวกัน ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งอาจขยายวงกว้างในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความเปราะบางด้านความมั่นคงและพลังงานมากที่สุดของโลก
นอกจากนี้ รายงานจากสำนักข่าวซินหัวและสื่อระหว่างประเทศหลายแห่งระบุว่า การประชุมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อประเมินสถานการณ์ความมั่นคง ผลกระทบด้านมนุษยธรรม และแนวทางลดระดับความตึงเครียดในระยะเร่งด่วน
นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) กล่าวประณามการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน โดยระบุว่า การกระทำดังกล่าวละเมิด “อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน” ของหลายประเทศในภูมิภาค อาทิ บาห์เรน อิรัก จอร์แดน คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
พร้อมเตือนว่า ปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้เสี่ยงจุดชนวนเหตุการณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้ พร้อมย้ำว่ากฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศต้องได้รับการเคารพอย่างเคร่งครัด “ไม่มีทางเลือกอื่นที่ยั่งยืนไปกว่าการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี”
ทั้งนี้ เลขาธิการ UN ยังเผยอีกว่า การโจมตีเกิดขึ้นหลังเสร็จสิ้นการเจรจาทางอ้อมรอบที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งมีโอมานเป็นตัวกลาง และเดิมมีแผนเดินหน้าความร่วมมือทางเทคนิคที่กรุงเวียนนาในสัปดาห์ถัดไป ก่อนเข้าสู่การเจรจาทางการเมืองรอบใหม่ เขาระบุว่า “น่าเสียใจอย่างยิ่งที่โอกาสทางการทูตถูกทำลายลง”
ด้าน นายอามีร์ ซาอิด อิราวานี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ กล่าวต่อที่ประชุมว่า การโจมตีครั้งนี้เป็น “การรุกรานที่ไม่มีการยั่วยุและมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า” โดยอ้างว่ามีการโจมตีพื้นที่พลเรือนในหลายเมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
พร้อมระบุว่า ไม่มีคำอธิบายใดสามารถทำให้การกระทำดังกล่าวชอบธรรมได้ และถือเป็นการบ่อนทำลายระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศที่สร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ขณะที่ นายฟู่ ฉง ผู้แทนถาวรจีนประจำสหประชาชาติ แสดงความกังวลอย่างลึกยิ่งต่อความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้น โดยเน้นย้ำว่าจีนคัดค้านและประณามการใช้กำลังหรือการขู่ว่าจะใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพอธิปไตยของรัฐต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน นายวาสิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า ปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอลคือ “การรุกรานด้วยอาวุธต่อรัฐสมาชิก UN ที่มีอธิปไตยและเอกราช” ซึ่งเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง พร้อมเสริมว่าก้าวย่างที่ไร้ความรับผิดชอบนี้ได้ทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลาง และถือเป็น “การทรยศต่อวิถีทางทางการทูต”

