
IRGC เตรียมปฏิบัติการรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางสุญญากาศผู้นำอิหร่าน
อิหร่านประกาศโจมตีครั้งใหญ่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านผู้นำสูงสุด จุดชนวนความตึงเครียดที่อาจกระทบความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก
KEY
POINTS
- กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ประกาศเตรียมปฏิบัติการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพของสหรัฐฯ และอิสราเอล
- การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านกำลังเผชิญภาวะสุญญากาศทางการเมือง หลังการอสัญกรรมของผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี
- ทางการอิหร่านได้จัดตั้งคณะผู้บริหารชั่วคราวเพื่อดูแลประเทศระหว่างการเปลี่ยนผ่าน และเตรียมแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่โดยเร็วที่สุดเพื่อรักษาความต่อเนื่องทางอำนาจ
วันที่ 1 มีนาคม 2569 เวลา 09.50 น. กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน หรือ Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ประกาศเตรียมเปิดปฏิบัติการโจมตีที่ “รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทัพสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” โดยระบุว่า จะมุ่งเป้าไปยังฐานทัพของอิสราเอลและสหรัฐฯ และจะเริ่มต้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
คำประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง และเพิ่มความกังวลถึงความเสี่ยงที่อาจลุกลามเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งด้านความมั่นคง พลังงาน และเศรษฐกิจโลก
จับตาเปลี่ยนผ่านอำนาจ
ขณะเดียวกันทางการอิหร่านประกาศว่า ประธานาธิบดี หัวหน้าฝ่ายตุลาการ และหนึ่งในนักกฎหมายจาก Guardian Council (สภาผู้พิทักษ์) จะร่วมกันทำหน้าที่ดูแลการบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน ภายหลังการเสียชีวิตของ Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
ตามรัฐธรรมนูญของอิหร่าน การแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่เป็นอำนาจหน้าที่ของ Assembly of Experts (สภาผู้เชี่ยวชาญ) ซึ่งประกอบด้วยนักบวชระดับสูง โดยกำหนดให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางอำนาจของรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ประเทศกำลังเผชิญการโจมตีจากภายนอก การเรียกประชุมสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้เชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วนอาจเผชิญข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและการเดินทาง
บทเรียนจากอดีต
หากย้อนกลับไปในปี 2532 อยาตุลเลาะห์ รูโฮลเลาะห์ โคมัยนี (Ruhollah Khomeini) ผู้นำสูงสุดคนแรกของอิหร่าน ได้เสียชีวิตลง และในวันเดียวกันนั้น อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนทันที
สะท้อนแนวคิดสำคัญของโครงสร้างการปกครองอิหร่านที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “ความต่อเนื่องทางอำนาจ” เพื่อป้องกันสุญญากาศทางการเมือง

