

KEY
POINTS
หลังสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ตัวเลขทรัพย์สินรวมกว่า 307.7 ล้านบาท อาจไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายสำหรับอดีตผู้บริหารระดับสูง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ โครงสร้างการเงิน ที่สะท้อนวิธีคิดและวินัยทางการเงินอย่างชัดเจน
เมื่อแยกดูรายละเอียด จะเห็นว่า “ความมั่งคั่ง” ของศุภจีไม่ได้กระจุกอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่กระจายอยู่ในหลายสินทรัพย์ เพื่อให้เงินเติบโต ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงในระยะยาว
ศุภจีมีเงินฝากในบัญชีธนาคารรวมประมาณ 20.8 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงในสายตาคนทั่วไป แต่เมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว เงินฝากเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพอร์ตเท่านั้น
หัวใจสำคัญอยู่ที่ เงินลงทุนในกองทุนเปิดและหลักทรัพย์ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง เกือบ 96 ล้านบาท มากกว่าเงินฝากหลายเท่าตัว แนวทางนี้สะท้อนความคิดแบบผู้บริหาร คือใช้เงินเป็นเครื่องมือสร้างผลตอบแทน มากกว่าปล่อยให้เงินหยุดนิ่งอยู่ในบัญชี
อีกจุดที่สะดุดตาคือ การมีบัญชีเงินฝากในต่างประเทศ ทั้งในสิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา ในสกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์และดอลลาร์สหรัฐ การถือเงินหลายสกุล ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาท และทำให้พอร์ตการเงินไม่ผูกติดกับเศรษฐกิจประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวคิดที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้บริหารที่ทำงานในเวทีสากล
หากมองลึกลงไปในพอร์ต จะพบว่าสิทธิและสัมปทาน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันภัย มีมูลค่ารวมสูงถึง กว่า 87.5 ล้านบาท
ไม่เพียงเท่านั้น ศุภจียังมี รายได้หลังเกษียณเกือบ 18 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนการวางแผนการเงินตั้งแต่ช่วงทำงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ทั้งในฐานะอดีตซีอีโอ และกรรมการธนาคาร
เงินส่วนนี้ทำหน้าที่เหมือน “รายได้ประจำระยะยาว” ที่ช่วยให้ฐานะการเงินมั่นคง แม้ไม่ต้องพึ่งรายได้จากการทำงานเต็มรูปแบบ
ศุภจีมีหนี้เพียง 79,887 บาท เป็นเงินเบิกเกินบัญชี ขณะที่คู่สมรสมีหนี้ในลักษณะเดียวกันราว 2.2 แสนบาท เท่านั้น เมื่อเทียบกับทรัพย์สินรวมกว่า 300 ล้านบาท หนี้ระดับนี้แทบไม่มีนัยสำคัญ และสะท้อนแนวคิดการบริหารเงินแบบ ไม่ก่อหนี้เกินจำเป็นแตกต่างจากครัวเรือนไทยจำนวนมากที่ยังต้องแบกรับภาระหนี้สูง
รายจ่ายต่อปีของศุภจีอยู่ที่ประมาณ 9 ล้านบาท โดยแบ่งชัดเจนในหลายด้านทั้งค่าอุปการะมารดา 1.56 ล้านบาทต่อปี ค่าใช้จ่ายเพื่อบุตร เงินบริจาคและทำบุญรวมกว่า 3 ล้านบาทต่อปี ขณะเดียวกันยังมีการถือครองทรัพย์สินมีค่า เช่น เครื่องประดับเพชร นาฬิกาหรู และทองคำ รวมมูลค่าหลายสิบล้านบาท ซึ่งนอกจากเป็นของใช้ส่วนตัวแล้ว ยังถือเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้ในระยะยาว