thansettakij
'ศุภจี' เปิดผลเยือนเวที WEF ชี้ไทยต้องปรับตัวเป็นพันธมิตรทุกฝ่าย

'ศุภจี' เปิดผลเยือนเวที WEF ชี้ไทยต้องปรับตัวเป็นพันธมิตรทุกฝ่าย

27 ม.ค. 2569 | 02:23 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ม.ค. 2569 | 02:48 น.

'ศุภจี' รมว.พาณิชย์ สรุปเวที WEF โลกเปลี่ยน กติกาใหม่การค้าไทยต้องปรับตัว วางตัวเป็นพันธมิตรทุกฝ่าย สร้างพันธมิตร อัปเกรด FTA สร้างแต้มต่อการค้าโลกยุคใหม่

KEY

POINTS

  • โลกกำลังเผชิญภาวะแบ่งขั้วรุนแรง (Extreme Polarization) ซึ่งบีบให้แต่ละประเทศต้องเลือกข้างในมิติต่างๆ ทั้งการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง
  • ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ โดยวางตัวเป็น “พันธมิตรกับทุกฝ่าย” และมุ่งเน้นการเจรจาเป็นรายประเด็นเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน แทนการเลือกข้าง
  • ต้องให้ความสำคัญกับเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการค้าใหม่ของโลก ได้แก่ เทคโนโลยี AI, เศรษฐกิจสีเขียว และความมั่นคง ควบคู่กับการปรับปรุงข้อตกลงการค้าเดิมและหาตลาดใหม่

27 มกราคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยสรุปผลการเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ครั้งที่ 56 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–23 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ว่า ภาพรวมของโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และโครงสร้างการค้าโลก

นางศุภจี ระบุว่า โลกไม่ได้อยู่ในระบบพหุขั้วอำนาจแบบที่นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้อีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่สภาวะที่รุนแรงกว่านั้น

“ก่อนมาดาวอส ยังใช้คำว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค Multipolar แต่จากสิ่งที่เห็นและได้ฟังในเวทีปีนี้ ต้องยอมรับว่ามันเกินกว่าจุดนั้นไปแล้ว เรากำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว”

ทั้งนี้ โลกในวันนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของหลายมหาอำนาจ แต่เป็นโลกที่ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้ต้อง “เลือกข้าง” ในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน แต่ละประเทศก็ต้องเร่ง “หาทางรอด”  

ขณะที่บางประเทศใช้แต้มต่อด้านอำนาจ เทคโนโลยี หรือทรัพยากรเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการค้า ขณะที่อีกหลายประเทศพยายามตลาดใหม่ รูปแบบการค้าใหม่ และความร่วมมือใหม่ เพื่อลดความเปราะบางจากระเบียบโลกที่ไม่แน่นอน

สำหรับกระทรวงพาณิชย์เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องปรับบทบาทเชิงรุก วางตำแหน่งประเทศให้เป็น “พันธมิตรกับทุกฝ่าย” และมุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วม มากกว่าการยึดติดกับการเลือกข้าง และการดำเนินนโยบายการค้าในยุคใหม่แต่ต้องเจรจาเป็นรายประเด็น เลือกความร่วมมือในเรื่องที่เกิดประโยชน์ร่วมกันจริง

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

“หัวใจสำคัญคือรายละเอียด เราไม่จำเป็นต้องคุยทุกเรื่องกับทุกประเทศ แต่ต้องเลือกเรื่องที่เป็นประโยชน์ร่วม และสร้างคุณค่าให้ทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็น game changer ของเศรษฐกิจในยุคนี้”

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า การเจรจาการค้าในอนาคตต้องมองทั้ง “การขาย” และ “การซื้อ” ควบคู่กัน ไม่ใช่มองเฉพาะการส่งออกเพียงด้านเดียว เพราะการนำเข้าจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการต่อรองทางการค้า

นอกจากนั้นกลไกทางการค้าทุกรูปแบบต้องนำมาใช้ให้เหมาะสม เช่น มาตรการภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี  มาตการปกป้อง การยกระดับสินค้าและบริการ การสนับสนุนการลงทุนและการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SME และบุคลากร เป็นต้น

เพื่อรักษาสมดุลของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และดูแลอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวและที่สำคัญความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ จะเป็นบริบทสำคัญและรากฐานของการค้าระหว่างประเทศ และเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่ไทยต้องรักษาไว้ในระยะยาว โดยเฉพาะในโลกที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความเปราะบางและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

 

'ศุภจี' เปิดผลเยือนเวที WEF ชี้ไทยต้องปรับตัวเป็นพันธมิตรทุกฝ่าย

 

สำหรับเครื่องยนต์ใหม่ของการค้าโลกในยุคหลังดาวอส มีอย่างน้อย 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1.เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

2.เศรษฐกิจสีเขียวและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แม้บางประเทศจะมองเป็นภาระ แต่สำหรับไทยถือเป็นโอกาสในการสร้างแต้มต่อบนเวทีการค้าโลก

3.ความมั่นคงจะเป็นส่วนสำคัญของการค้าและเศรษฐกิจโลก ไทยจึงมุ่งเน้นยกระดับการเกษตร และอุตสาหกรรมอาหารให้เป็น “สินค้าด้านความมั่นคง” ของภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ของภูมิภาค

นอกจากนี้ ประเทศไทยต้องสร้าง “จุดเด่นของตนเอง” ให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ตัวอย่างหนึ่งในความร่วมมือนี้คือ กรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ที่ประเทศไทยเป็นประธานเจรจาผลักดันให้บรรลุข้อตกลงในการที่จะเป็นกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลก 

โดยกรอบ DEFA จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล และช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเทศสมาชิกตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 มูลค่าการค้าภายในภูมิภาคจะเพิ่มจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์

 

'ศุภจี' เปิดผลเยือนเวที WEF ชี้ไทยต้องปรับตัวเป็นพันธมิตรทุกฝ่าย

 

ขณะที่ในด้านโครงสร้างนโยบาย ต้องคำนึงถึงความจำเป็นของความต่อเนื่องและความร่วมสมัยของการทำงานภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและประเทศคู่ค้า พร้อมชี้ว่า ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หลายฉบับที่ไทยทำไว้เมื่อ 20–30 ปีก่อน อาจไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกปัจจุบันอีกต่อไป 

กระทรวงพาณิชย์จึงเตรียมเดินหน้ายกระดับ FTA เดิมกับประเทศสำคัญ รวมถึงเร่งขยายตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป พร้อมทั้งเปิดตลาดใหม่และเจรจา FTA ฉบับใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศและผู้ประกอบการ

“โลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว การค้าการขายก็ไม่เหมือนเดิม ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ให้ทันต่อกติกาใหม่ของโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการและประเทศสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว” นางศุภจี กล่าว