ซิ่งไม่คุ้ม! ศาลสั่งริบรถจริง จำคุก ปรับ ถอนใบขับขี่ ตร.เตือนโทษหนัก

09 ม.ค. 2569 | 11:27 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ม.ค. 2569 | 11:44 น.

ศูนย์บริหารงานจราจร ตร. งัดเทคโนโลยีไล่เช็กพฤติกรรมอันตรายจากโซเชียล–CCTV จับจริง ดำเนินคดีจริง ศาลสั่งจำคุก ริบรถของกลาง ชี้เป็นอุทาหรณ์คนขับรถคึกคะนอง

KEY

POINTS

  • ตำรวจเตือนผู้ขับขี่รถประมาทหวาดเสียวหรือแข่งรถในทาง จะถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด โทษหนักทั้งจำคุก ปรับ เพิกถอนใบขับขี่ และ ถูกศาลสั่งริบรถ
  • ศาลมีคำพิพากษาใน 2 คดีตัวอย่าง สั่งริบรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของผู้กระทำผิดจริง เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน
  • คดีแรกเป็นคนขับรถยนต์สวนเลน ถูกสั่งริบรถยนต์ ส่วนอีกคดีเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยั่วยุ ก็ถูกสั่งริบรถจักรยานยนต์เช่นกัน

วันนี้ (9 ม.ค. 69) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำชับนโยบายให้ทุกหน่วยเข้มงวดกวดขันการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุทางถนน อาทิ การขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น การขับรถประมาทหวาดเสียว และการแข่งรถในทาง

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ตำรวจจราจรบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยตรวจสอบพฤติกรรมการกระทำผิดอย่างมีประสิทธิภาพ

                              พล.ต.อ.สำราญ นวลมา

พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า ศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต–ทางพิเศษ กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจจราจร โดยชุดเฝ้าระวังสื่อสังคมออนไลน์ หรือ “ชุดดวงตาอัศวิน” ได้ใช้การตรวจสอบจากสื่อโซเชียลมีเดียควบคู่กับกล้อง CCTV ในพื้นที่ จนนำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีผู้กระทำผิดตามกฎหมายจำนวน 2 กรณีสำคัญ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาลงโทษขั้นเด็ดขาด รวมถึงการริบรถของกลาง

กรณีแรก

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ชายอายุ 31 ปี ขับรถยนต์จากถนนงามวงศ์วาน บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มุ่งหน้าเข้าสู่ถนนวิภาวดีรังสิต (ขาเข้า) โดยฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร เลี้ยวขวาสวนทิศทาง และขับสวนทางต่อเนื่องเข้าไปในช่องทางหลัก ก่อนจอดรถกีดขวางการจราจรในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งมีทัศนวิสัยจำกัดและมีรถสัญจรจำนวนมาก

พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการขับรถโดยประมาทหวาดเสียว สร้างความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุร้ายแรง ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ศาลแขวงดอนเมือง มีคำพิพากษา จำคุก 3 เดือน ปรับ 6,000 บาท รอการลงโทษจำคุก 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี ให้บริการสังคม 24 ชั่วโมง เพิกถอนใบอนุญาตขับรถ และสั่งริบรถยนต์ของกลาง

กรณีที่สอง

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ชายอายุ 27 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์บนถนนวิภาวดีรังสิต (ขาเข้า) บริเวณหน้าโรงพยาบาลวิภาวดี โดยขับขี่ในลักษณะยั่วยุ เบิ้ลเครื่องยนต์ ชะลอและเร่งความเร็วสลับกันหลายครั้ง พร้อมแสดงกิริยาไม่สุภาพต่อผู้ใช้รถรายอื่น ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุและเป็นอันตรายต่อสาธารณะ

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ศาลแขวงพระนครเหนือ มีคำพิพากษา จำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท รอการลงโทษจำคุก 2 ปี และสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวย้ำว่า บทลงโทษดังกล่าวเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ที่ยังขับขี่ด้วยความคึกคะนองหรือประมาท พร้อมยืนยันว่าตำรวจจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายจราจร ทั้งการจับกุม ปรับ และริบรถ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

                             พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์

ขณะที่ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศจร.ตร. กล่าวว่า การลดอุบัติเหตุทางถนนเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกฝ่าย ขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเคารพกฎหมายและขับขี่ด้วยความระมัดระวัง โดยการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจมีเป้าหมายหลักเพื่อปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลการจราจรหรือขอความช่วยเหลือจากตำรวจได้ที่ สายด่วน 1197 ตลอด 24 ชั่วโมง