
ประกาศอัตราเก็บเงินสะสม-เงินสมทบกองทุนลูกจ้าง เริ่ม 1 ต.ค. 2569
ราชกิจจาฯ ประกาศอัตราจัดเก็บเงินสะสม-เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่ม 1 ต.ค. 69 อัตรานายจ้าง-ลูกจ้างเริ่มต้นฝ่ายละ 0.25% ก่อนปรับขึ้นเป็น 0.5% ตั้งแต่ปี 2574
KEY
POINTS
- เลื่อนการเริ่มเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จากเดิม 1 ต.ค. 2568 เป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569
- กำหนดอัตราการจัดเก็บในช่วงแรก (1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574) ให้ลูกจ้างและนายจ้างจ่ายฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง
- ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป จะปรับเพิ่มอัตราเงินสะสมและเงินสมทบเป็นฝ่ายละ 0.5% ของค่าจ้าง
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 ลงนามโดย นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมีสาระสำคัญคือ การปรับเลื่อนระยะเวลาเริ่มต้นจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ออกไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569
อัตราการจัดเก็บ
ช่วงแรก (1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574)
- ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง
- นายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง
ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป
- ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.5% ของค่าจ้าง
- นายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.5% ของค่าจ้าง
การจัดเก็บดังกล่าวจะนำไปสมทบเข้ากองทุนเพื่อใช้เป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีที่ออกจากงานหรือตาย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 130 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
เหตุผลการประกาศ
หมายเหตุท้ายกฎกระทรวงระบุว่า การออกกฎกระทรวงครั้งนี้เพื่อปรับให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาที่เลื่อนกำหนดการเริ่มเก็บเงินสะสม–เงินสมทบออกไปอีก 1 ปีเต็ม จากเดิม 1 ตุลาคม 2568 เป็น 1 ตุลาคม 2569 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเวลาปรับระบบและรองรับการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายแรงงาน เพื่อเป็นกลไกช่วยเหลือลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง หรือต้องออกจากงานโดยไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย รวมทั้งกรณีลูกจ้างเสียชีวิต ขณะที่เงินสะสม-เงินสมทบจากทั้งสองฝ่ายจะเป็นแหล่งทุนหลักของกองทุน
นักวิชาการด้านแรงงานประเมินว่า การเลื่อนการเก็บออกไป 1 ปี ช่วยลดภาระนายจ้างและลูกจ้างในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่ในระยะยาวการจัดเก็บดังกล่าว ถือเป็นการวางรากฐานด้านความมั่นคงแรงงานและระบบสวัสดิการทางสังคมที่ยั่งยืน






